มังกรหยก ภาค 1 (เสี้ยเตี่ยวเอ็งย้งตึ้ง)

 

ศิริอักษร 2502 (เล่มเล็ก) เพลินจิตต์ 2502 (เล่มใหญ) เพลินจิตต์ 2506 (เล่มใหญ่ A4 ปกอ่อน) เพลินจิตต์ 2506 (เล่มใหญ่ A4 ปกแข็ง) มิตรสาส์น 2514 เล่มเล็ก มิตรสาส์น เล่มใหญ่ บันดาลสาส์น 2517
   
บันดาลสาส์น 2521 บันดาลสาส์น (กระดาษปอนด์) สร้างสรรค์ 2537 สร้างสรรค์ รุ่น 2 สร้างสรรค์ รุ่น 3    

 

ผู้แต่ง : กิมย้ง ผู้แปล : จำลอง พิศนาคะ
จำนวนเล่มจบ : 32 เล่มจบ (เล่มเล็ก) - ศิริอักษร - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2502
จำนวนเล่มจบ : - เล่มจบ - เพลินจิตต์ - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2502
จำนวนเล่มจบ : - เล่มจบ (เล่มใหญ่ (A4)/ปกอ่อน) - เพลินจิตต์ (ศิริอักษร) - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2506
จำนวนเล่มจบ : - เล่มจบ (เล่มใหญ่ (A4)/ปกแข็ง) - เพลินจิตต์ (ศิริอักษร) - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2506
จำนวนเล่มจบ : 54 เล่มจบ (เล่มเล็ก) - มิตรสาส์น - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2514
จำนวนเล่มจบ : 7 เล่มจบ - มิตรสาส์น - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ.
จำนวนเล่มจบ : 8 เล่มจบ - บันดาลสาส์น - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2517 (พิมพ์ครั้งที่ 6)
จำนวนเล่มจบ : 10 เล่มจบ - บันดาลสาส์น - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ.2521 (พิมพ์ครั้งที่ 8)
จำนวนเล่มจบ : 5 เล่มจบ - บันดาลสาส์น - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. (กระดาษปอนด์)
จำนวนเล่มจบ : 8 เล่มจบ - สร้างสรรค์ - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2537

จำนวนเล่มจบ : 8 เล่มจบ - สร้างสรรค์ - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 25 (พร้อมกล่อง) รุ่น 2
จำนวนเล่มจบ : 8 เล่มจบ - สร้างสรรค์ - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. (พร้อมกล่อง) รุ่น 3
ข้อมูลเพิ่มเติม : เรื่องเดียวกับ จอมยุทธมังกรหยก ภาค 1 วีรชนพิชิตมาร (คนบ้านเพ), ก๊วยเจ๋งยอดวีรบุรุษ (น. นพรัตน์), มังกรจ้าวยุทธจักร (ว. ณ เมืองลุง)
เล่มที่ 32 ฉบับ สนพ.ศิริอักษร (เพลินจิตต์) จะเป็นตอนจบของมังกรหยกภาค 1 และ เริ่มต้นมังกรหยกภาค 2

เนื้อเรื่องย่อ :

บทที่ ๑

เบื้องหลังขุนเขาทมึนแลลิบละลิ่ว สลับซับซ้อน ใต้แผ่นฟ้าหลังคาโลกสีครามอ่อน กราดไปทั่วด้วยแสงสุริยันที่สาดส่องให้ความสว่างดุจดังฉัพพรรณรังสี ประกายแวววับดุจแก้วเกล็ดระยิบระยับยามทิวา พันธุ์พฤกษาเสียดยอดสล้างเขียวชอุ่ม บางแห่งเป็นป่าโปร่งตา บางอาณาเป็นดงทึบ โขดธารละหานห้วยน้ำใสไหลริน ทุกสิ่งสิ้นล้วนเป็นธรรมชาติอันสวยสดเหลือที่จะพรรณนาน่าภิรมย์ แต่ถึงแม้รมณีย์อย่างนี้จะเป็นฉากผ่านเวลากาลนานเนิ่น มาหลายชั่วอายุขัยของชีวิตบุคคล ก็เสมือนว่าเหตุการณ์ที่ฉาบไว้ด้วยธรรมชาติแวดล้อม เพิ่งประจักษ์แจ้งเป็นภาพฝันเกิดขึ้นในชั่วพริบตาฉะนี้….
นับตั้งแต่ พระเจ้าซ้องเกาโจวฮ่องเต้ ผู้สถาปนาราชวงศ์ไต้ซ้อง ปกครองแผ่นโดยสืบต่อกันมาด้วยความร่มเย็นเป็นสุข แต่การที่มีความสุขจนถึงที่สุดแล้ว มันต้องสลายตัวไป นี่เป็นกฎธรรมดาของความหมุนเวียนเปลี่ยนแปร จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระเจ้าฮุยเต้กับคิมเต้เป็นปลายแผ่นดินราชวงศ์ไต้ซ้อง นับเวลาเมื่อแปดร้อยปีก่อน กองทัพอันเกรียงไกรของชาวไต้กิมก๊ก (แมนจู) ซึ่งมีกูตุสเป็นประมุขได้ยาตราทัพรุกเข้ามาสู่เบื้องทักษิณทิศ อันเป็นผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์และมีแต่ความสุขสนุกสนานนั้น
ท่ามกลางความสุข ความทุกข์ก็ได้มาเยือนเข้ามาสู่มันเป็นการโจมตี เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์จอมจักพรรดิ์ พระเจ้าฮุยเต้กับคิมเต้ ถูกทหานไต้กิมก๊กจับเป็นเชลย แต่เจ้าคังอ๋องหลบหนีข้ามน้ำแยงซีมาสู่ภาคใต้ ครั้นมาถึงเมืองหลินอานฮู้ (ฮั่งจิว) จึงได้สืบราชสมบัติต่อมา สถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าซ้องเกาจงฮ่องเต้ สภาพความเป็นบ้านแตกสาแหรกขาดจึงได้กลับสู่ความเป็นปกติสุขดังเดิม ในเวลานั้นข้าศึกซึ่งมีกำลังอันกล้าแข็งได้รุกรานเข้ามายึดครองแผ่นดินไปครึ่งค่อน
ความจริงในเวลานั้น ควรเป็นเวลาที่พระเจ้าซ้องเกาจงฮ่องเต้ จะต้องคิดอ่านทำการสู้รบเพื่อรักษาแผ่นดินที่ถูกราชศัตรูรุกรานแลยึดครองไป พระองค์กลับคิดจะทำการต่อสู้เพื่อรักษาราชบัลลังก์ให้แก่ตนเอง นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังทรงเกรงกลัวชาวไต้กิมก๊ก (แมนจู) ยิ่งกว่าสมันน้อยกลัวพยัคฆ์ร้ายจะขบเคี้ยวกินเป็นภักษาหารด้วยทรงกริ่งเกรงว่าเจ้าฮุยเต้กับคิมเต้ จะถูกข้าศึกปล่อยคืนมา แล้วราชบัลลังก์ของพระองค์ก็จะถูกกระชากยื้อแย่งออกไป
และนี่เองทำให้ชะตากรรม ของพระองค์ขาดลอยหมดอิสรภาพไปอย่างน่าคิด เพราะพระองค์ทรงลุ่มหลงในถ้อยคำสอพลอของซินไข่ขุนนางกงัฉินที่คอยเพ็ดทูลให้ ทรงประสบแต่ลางแพ้และขาดพระสติที่จะใช้พระปัญญาปรีชาสามารถจึงได้ตรัสสั่งให้ประหารชีวิตงักฮุยแม่ทัพใหญ่ของจีน ที่ได้ทำการต่อต้านกับข้าศึกไต้กิมก๊ก (แมนจู) อย่างอาจหาญละเสียซึ่งมานะขัติยะราชตระกูล ทำการเจรจาขอสงบศึกกับฝ่ายตรงข้าม ทั้งๆที่ในเวลานั้นพวกชาวแมนจูยังมีความเกรงกลัวต่อความเก่งกล้าสามารถในการสงครามของงักอุยแม่ทัพใหญ่อยู่ กับอีกประการหนึ่งพวกจีนทางภาคเหนือที่มีความรักชาติ ได้พากันรวบรวมผนึกกำลังเข้าต่อต้านข้าศึกที่มาย่ำยีรุกราน มันเป็นเวลาที่สับสนอลหม่านอย่างที่สุด ชาวจีนแทบทุกคนเมื่อได้กิตติศัพท์ว่า พระเจ้าซ้องเกาจงฮ่องเต้ ได้ทรงขอร้องสงบศึกกับอริราช ต่างคนต่างรู้สึกเสียใจและแค้นใจไปตามๆกัน
หลังสภาพการณ์อันฉุกละหุก พอเดือนอ้ายปีที่สิบสองแห่งรัชการเสียวเฮงการเจรจาสงบศึกได้สำเร็จลง โดยทำการตกลงแบ่งอาณาเขตกัน ใช้กึ่งกลางของแม่น้ำไหวจุ้ยเป็นเส้นพรมแดนในราชสาส์นที่พระเจ้าซ้องเกาจงฮ่องเต้ ได้มีไปขอร้องสงบศึกกับกูตุส (กษัตริย์ชาวแมนจู) นั้นมีใจความว่า พระองค์ให้คำมั่นปฏิญาณนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอยอมอ้อนน้อมสวามิภักดิ์ในองค์จอมจักรพรรดิราช จะส่งราชบรรณาการมาถวายมิขาดทุกปีในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา การเรื่องนี้ระบุไว้เป็นเงินสองแสนห้าหมื่นตำลึง เป็นผ้าแพรพรรณห้าหมื่นพับ สำหรับส่งส่วยให้แก่กษัตริย์แมนจูตามราชประเพณีและขอรับรองด้วยเกียรติกษัตริ์แห่งแผ่นดิน ที่ทรงมีสิทธินั่งบัลลังก์อยู่ทุกประการ
สภาพของพระเจ้าซ้องเกาจง มีพฤติการณ์ดังได้กล่าวมานี้ นับว่าเป็นที่น่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก บรรดาพวกข้าราชการทหารและพลเรือนอีกประชาชนทั่วทั้งผืนแผ่นดินพอทราบข่าวนี้ ทุกคนได้แต่พกความเจ็บช้ำในใจอย่างแสนสาหัส ราษฎรที่อยู่ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำไหวจุ้ย ต่างพากันหมดหวังต่อการที่จะทำการต่อสู้เอาแผ่นดินกลับมาได้ ยิ่งคิดยิ่งนึกรู้สึกเสียใจจนแทบว่าน้ำตาจะหลั่งออกเป็นสายเลือด ซึ่งตรงกันข้าวกับความรู้สึกในน้ำพระทัยของพระเจ้าซ้องเกาจงที่เสมือนมีสิ่งบดบังพระเนตรทั้งสองข้าง เห็นร้ายเป็นชอบไปด้วย ทรงกลับมีความเห็นว่า ซินไข่เป็นผู้สร้างคุณงามความดีเด่นให้แก่พระองค์และประเทศชาติเป็นอย่างมาก ความจริงตำแหน่งราชการของซินไข่เพียงราชองครักษ์ฝ่ายซ้าย แต่ต่อมาได้ทรงแต่งตั้งให้มีตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินยศลูก๊กกง (เจ้าต่างกรม) และในครั้งนี้ได้พระราชทานยศให้เป็นไท้ซือ อันเป็นยศของรัฐบาลบุรุษอาวุโส ของราชการแผ่นดิน นับว่าเป็นยศศักดิ์สูงสุด อันจะหาผู้หนึ่งผู้ใดเข้าเปรียบปานได้เลย
นับจากนั้นมา กองทัพของชาติแมนจูก็ทำการยึดครองแผ่นดินไว้ครึ่งค่อนราชอาณาจักร แต่ทางตอนใต้ของแผ่นดินคือแคว้นกังหนำ ซึ่งพระเจ้าซ้องเกาจง ทรงครอบครองอยู่นั้น นับวันเวลาไปมีแต่ความเสื่อมโทรมเหลวแหลกลงทุกที พระเจ้าแผ่นดิน แลบรรดาข้าราชการทั้งมวล ล้วนแต่พากันสนุกสนานเพลิดเพลินต่อการเลี้ยงสุรายาเมาและหาทางบำเรอให้แก่ตัวเองด้วยผู้หญิงแลดนตรีเป็นที่ตั้ง เหมือนดั่งว่าชีวิตที่เกิดมานี้ถูกสร้างสรร ให้มีแต่สิ่งปรารถนามาบำรุงบำเรอให้สมใจ ใช้วันเวาอันมีค่าให้หมดไปในทางเหลวแหลกด้วยเนื้อร้ายของพวกกังฉินอยู่ตลอดเวลา ขาดผู้นำแกร่ง ขาดผู้ร่วมคิดร่วมพระทัยที่จะทำการกอบกู้เอาผืนแผ่นดิน ซึ่งถูกครอบครองกลับคืนมา
ถึงแม้นว่าท่ามกลางความเหลวแหลกจะมีขุนนางที่มีความรักชาติอย่างซื่อสัตย์อยู่บ้าง แต่ก็เป็นการยากที่จะทำอะไรลงไปได้ อุปมาดั่งไม้ซีกงัดไม้ซุง หรือน้ำเชี่ยวขวางเรือ ผลตอบแทนที่ได้รับในที่สุดก็บ่งบอกว่า มีความหายนะคืบคลานเข้ามาสู่เป็นเบื้องสุดท้าย มันเป็นความหลงผิดของบรรดาขุนนางแลกษัตริย์ทรราช ที่พากันมองเห็นเมืองฮั่งจิวอันมีทิวทัศน์สวยงามของทะเลสาบไซโอ๊ว ควรเป็นสถานที่หาความสุขเพลิดเพลินเจริญใจมากกว่า จะเป็นที่ตั้งของรัฐบาลบริหารราชการงานเมือง และเข้าใจว่าเมืองฮั่งจิวนี้เป็นเสมือนราชธานีเดิมคือเมืองคาจิว (ไคฮง) ซึ่งเคยเป็นหลวงที่ให้ความผาสุกสนุกสบายทุกอย่าง ซึ่งบัดนี้เมืองคาจิวได้ถูกชาติแมนจูยึดครองไปเสียแล้ว เมื่อมาตั้งฮั่งจิวเป็นราชธานีใหม่ หลังจากที่อพยพหลบหนีมาทางใต้นั่นเอง สันดานเดิมที่เคยเห็นแก่ความสุขส่วนตัว จึงไม่มีใครเลยที่จะคิดการกอบกู้การแผ่นดินเป็นการเสียสมองสิ้นเปลืองเวลาโดยใช่เหตุ
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นเวลาถึงสิบปีแล้วนั้น นอกจากจะนำความเสื่อมโทรมหายนะ มาสู่ประเทศชาติและมีการประคองตัวอยู่ได้อย่างง่อนแง่น พระเจ้าซ้องเกาจงได้สิ้นพระชนม์ลง พระเจ้าซ้องเหาจงฮ่องเต้ เป็นผู้สืบราชสมบัติต่อ แต่สถานบ้านเมืองคงทรงสภาพอยู่เช่นเดิม ไม่มีการปรับปรุงไม่มีการฟื้นฟูเพื่อประเทศชาติแต่อย่างใด นอกเสียจากการหาทางบำรุงผาสุกสบายให้แก่ตนเองที่ตั้ง
และเมื่อสิ้นพระเจ้าซ้องเหาจงฮ่องเต้ ก็ถึงพระเจ้าซ้องเหล็งจงฮ่องเต้ พระองค์สืบราชสมบัติมาเป็นปีที่ห้าแห่งปีซ้องเค่งหงวนในรัชกาลกษัตริย์ผู้ก้าวมาใหม่ ฤดูหนาวคืบคลานเข้ามาแล้ว หิมะอันมีเกล็ดเม็ดที่สีสรรประดุจปุยฝ้ายเป็นละอองฟองฝอยแผ่กระจายทั่วอาณา แลไปสารทิศใดปิดฟ้าปิดดินเหมือนม่านผืนใหญ่ขาวบริสุทธิ์สะอาดกวาดทับถมต้องพสุธา หนักหน่วงไม่สร่างซาเป็นเวลาสองวันสองคืนติดๆกัน จนทำให้ภายในกำแพงเมืองฮั่งจิวถูกปกคลุมขาวเดียรดาษ ประดุจเงินยวง ทาบทาเป็นหย่อมน้อยหย่อมใหญ่ บางทีอาจจะต้องตรงกับทรรศนะของกษัตริย์และขุนนางที่ต่างพากันนั่งห้อมล้อมเตาผิงไฟ ชมความสวยงามของฉากธรรมชาติพร้อมกับโอกาสแห่งการเสพสุราอาหารเป็นการย้อมจิตใจให้ครึกครื้นรื่นเริง มาตรว่าบ้านเมืองยังคงสันติสุขรุ่งเรืองวัฒนา ปราศจากความวิบัติด้วยภัยรุกราน ปราศจากชาติใดทำการคุกคาม และงานของชาติรุดหน้าอยู่ในลักษณะเรืองรอง ผองสมณะชีประชาราษฎรล้วนแต่ร่มเย็นเป็นสุข ก็จะมีอะไรเล่าที่จะมาขัดขวางห้ามหวงปวงอภิรมย์ ทั้งหลายแลบำรุงความเบิกบานหรรษาทำให้ชีวิตเป็นชีวาเหมาะสมกลมกลืนกับการควรมิควร จะได้แต่ในขณะนี้บรรยากาศทั่วๆไปในผืนแผ่นดินแห่งพระเจ้าซ้องเหล็งจงฮ่องเต้กษัตริย์ผู้ก้าวมาใหม่ หาได้น่าอภิรมย์ดั่งบรรยากาศมานั้นไม่ แม้ว่าพระเจ้าซ้องเหล็งจงฮ่องเต้กับบรรดาขุนนางข้าราชบริพารทั้งหลายปรีด์เปรมเกษมสุขอยู่ในราชสำนัก แต่ก็หาได้เป็นที่รมย์รื่นชื่นใจของประชาราษฎร์ แลสมณะชีพราหม์ทั้งหลายไม่ เมื่อส่วนใหญ่คือผู้บริหารประเทศชาติมัวแต่มั่วสุมรื่นเรงหาความสุขใส่ตัวประดุงบ้านเมืองมิได้เกิดอะไรขึ้น จึงเป็นที่หวั่นหวาดของผู้ที่รักชาติดังจะกล่าวต่อไป
ภายนอกกำแพงเมืองด้านตะวันออก หมู่บ้านราษฎรที่ตั้งทำมาหากินกันด้วยสัมมาอาชีพตลอดกาล มาขณะนี้แทบทุกผู้คน ต่างสลดรันทดใจถึงบ้านเมืองที่ได้ถูกรุกรานผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลเข้ามาครึ่งค่อน แต่พระเจ้าซ้องเหล็งจงฮ่องเต้เป็นประมุขของชาติหาได้สนพระทัยเดือดดื้น ถึงแผ่นดินของบรรพบุรุษต้องมีทางสลายตัวไปอย่างน่าใจหายเช่นนั้นไม่ ภายในบ้านหลังหนึ่งของหมู่นั้น ก๊วยเซาเทียน และ เอี้ยทิซิม กำลังนั่งปรึกษาหารือเรื่องต่างๆตามอาสัยเนื้อแท้ก็คือการปรับทุกข์ปรับร้อนถึงการแผ่นดินที่ทั้งสองมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ด้วย
ก๊วยเซาเทียนนั้นหาใช่ใครอื่น ที่แท้คือผู้ที่ได้สืบเชื้อสายมาจากก๊วยเส็งผู้กล้าหาญแห่งเขาเนียซัวเปาะ อันว่าวิชาเพลงอาวุธของต้นตระกูลเดิมผิดลักษณะ อาวุธอื่น ซึ่งเป็นหอก หากมีรูปเหมือนขวาน ก๊วยเซาเทียนก็ได้ร่ำเรียนถ่ายทอดมาจากบิดาจนแกว่นกล้าสามารถชำนิชำนาญ แลอาวุธนี้ได้ดัดแปลงมาเหลือเป็นด้ามสั้นเข้าจนเป็นขวานวงพระจันทร์ ก๊วยเซาเทียนได้ใช้มันเป็นอาวุธ ดังนั้นก็วยเซาเทียนจึงถูกยกย่องเป็นปรมาจารย์ในด้านอาวุธขวานคู่อยู่ก้องเกียรติไกล
เอี้ยทิซิมนั้นสืบเชื้อสายมาจากเอี้ยไจ้เฮง ขุนนางนายทหาร อยู่ในความบังคับบัญชาของงักฮุยแม่ทัพใหญ่ ที่ถูกซิยไข่ขุนนางกังฉินเพ็ดทูลยุยงถึงสั่งให้ประหารชีวิตตายไปแล้วในสงครามที่เมืองจูเจียน เอี้ยไจ้เฮงได้แสดงถึงความเก่งกล้าสามารถทำการฆ่าฟันข้าศึกชาวแมนจูล้มตายลงอย่างนับไม่ถ้วน จนเป็นที่เลื่องลือ และเข็ดหลาบแก่หมู่ปัจจามิตร แต่ภายหลังที่กองทัพแตกกระจัดพลัดพรายได้หงทางไปยังริมฝั่งแม่น้ำโซ้ยเซียงฮ้อ ม้าพาหนะเกิดมีอันเป็นจมไปในเลนจึงถูกทหารไต้กิมก๊กยิงด้วยธนูถึงแก่ความตาย
เอี้ยทิซิมนั้นเล่าการฝึกหัดเพลงอาวุธ ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากต้นตระกูลเดิมเช่นกัน เป็นต้นอาวุธทวน เอี้ยทิซิมก็ได้ถ่ายทอดมาจาก เอี้ยไจ้เฮงผู้บิดาอย่างปราดเปรื่องหาตัวจับได้ยาก เมื่อประจวบเหมาะบุคคลทั้งสองได้คบค้าสมาคมกันขึ้นถึงความสนทนาวิสาสะในทางวิชาเพลงอาวุธจนต่างฝ่ายต่างนิยมชมชอบซึ่งกันและกัน ดังนั้นเมื่อถูกอกถูกใจบังเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ จึงมีการร่วมกระทำสัตย์สาบาน เป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายแล้วภายหลังพากันอพยพมาสู่หมู่บ้านงู้เกชุน ปลูกสร้างนิวาสสถานอยู่ใกล้เคียงกัน แลแทบทุกวันก็ชักชวนกันฝึกซ้อมเพลงอาวุธจนได้เวลาพอสมควรแล้ว สองพี่น้องผู้สมัครร่วมรักด้วยน้ำสาบานก็มานั่งสนทนาถึงเรื่องการบ้านการเมืองแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
วันนั้นหลังจากซ้อมเพลงอาวุธ และนั่งพักผ่อนเป็นที่สำราญ ณ บ้านพักของเอี้ยทิซิม วกเข้าหาเรื่องสนทนาถึงการสูญเสียแผ่นดินทางเหนือ ตกไปอยู่ในความครอบครอง ของชาวแมนจู ยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บช้ำน้ำใจหาที่เปรียบมิได้ เอี้ยทิซิมถึงกับเผลอตัวเมื่อความแค้นกดดันแล้วถึงขีดสุด ยกมือขึ้นทุบโต๊ะปังใหญ่ ทันใดนั้นพอดิบพอดีกับบานประตูถูกเปิดออก ปรากฏร่างสตรีอันโฉมสะคราญตาผู้หนึ่ง เยื้องกายในท่าทีนิ่มนวลละมุนละไม
อิสตรีนางนี้ในมือถือถาด ในถาดนั้นมีชิ้นเนื้อวัวที่ถูกบรรจงจัดเรียบร้อยแล้ว ประมาณสักสองชั่ง กับไก่อ่อนตัวหนึ่ง นางยิ้มละไมพลันกล่าวถาม
"เกิดอะไรขึ้นหรือ จึงทำให้ท่านทั้งสองต้องบันดาลโทสะทุบโต๊ะปึงปัง ?"
ก๊วยเซาเทียนกล่าวตอบแทนว่า "เรากำลังกล่าวขวัญถึงเรื่องความเหลวแหลกของกษัตริย์ทรราชกันอยู่ เปาสีน้องเราจงมาดื่มสุราร่วมกับเราเถิด"
อิสตรีผู้นี้คือภรรยาของเอี้ยทิซิม นางเป็นหญิงรูปงามแห่งเมืองหลินอานฮู้ มีนิสัยสุภาพอ่อนโยนเรียบร้อย กิริยามรรยาอ่อนช้อยสมน้ำสมเนื้อเป็นที่ต้องตาเกิดความนิยมแก่ผู้ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง นางเพิ่งแต่งงานกับเอี้ยทิซิมมาเป็นเวลาไม่นานเท่าใดนัก แต่ความเป็นคนใจกว้างจึงไม่ใคร่ถือขนบธรรมเนียม เก็บเนื้อเก็บตัวกับผู้ที่เป็นเพื่อนบ้าน มักมาร่วมวงกันด้วยดื่มสุราสนทนาโดยเฉพาะกับก๊วยเซาเทียน ซึ่งเป็นเพื่อนพี่น้องร่วมสาบานกับสามีอันสนิท ประดุจสายโลหิตเดียวกันอยู่เสมอ นางวางถาดเนื้อกับไก่ลงบนโต๊ะ และตนเองก็นั่งลงบนเก้าอี้ท่ามกลางระหว่างคนทั้งสอง แลก๊วยเซาเทียนได้กล่าวเสริมว่า
"ดีแล้วที่เราจะสนทนาให้มีรสชาติขึ้น เมื่อเปาสีน้องเรามาร่วมวงด้วย"
ตอนหนึ่ง ของการสนทนา เอี้ยทิซิมเอ่ยขึ้นว่า "เมื่อวันวานนี้ข้าพเจ้ากำลังอยู่ที่ ร้านขายน้ำชาตงหนำเหลาเชิงสะพานเจ้าอานเกี๊ยว ได้ยินเสียงพูดกันถึงเรื่องถันแหอุยอยู่ไอ้มหาโจรแผ่นดิน โดยเล่าเป็นตุเป็นตะน่าเชื่อ ข้าพเจ้าฟังดูแล้วไม่ใช่การกล่าวอ้างโดยปราศจากเหตุผลว่า ข้าราชการขุนนางหรือประชาชนผู้ใดเสนอเรื่องราวขึ้นไป ถ้าภายในหนังสือนั่นไม่เขียนระบุว่า พร้อมกับได้มีของกำนัลอย่างนั้นอย่างนี้มาด้วยแล้ว ไอ้มหาโจรผู้นี้จะไม่แยแสเหลือบแลพิจารณาให้เสียลูกตาเลย"
ก๊วยเซาเทียนถอนใจอย่างหนักหน่วง กล่าวเสริมขึ้นว่า
"เมื่อนึกถึงแผ่นดินที่เราต้องอาศัยอยู่นี้ มีแต่พวกเชือดเนื้อเถือหนังโลภโมโทสันเห็นแก่ได้เป็นใหญ่ ขอให้มีทางได้เป็นของตนก็แล้วกัน นั่นแหละเป็นความชื่นชมโสมนัสและเป็นสิ่งปรารถนาอันยิ่งใหญ่แก่พวกทรราช ไม่ว่ากษัตริย์หรือขุนนาง อย่างเจ้าเมืองหลินอานฮู้เป็นต้น ที่ข้าพเจ้าได้พบมาครั้งนั้น หันแถอุยพาพรรคพวกออกไปเที่ยวหาความสำราญ แลมันประจวบเหมาะกับข้าพเจ้ากำลังตัดฟืนอยู่บนเขา ซึ่งไม่ได้เป็นที่สนใจของคนเหล่านั้น แต่หูของข้าพเจ้าเผอิญได้ยินเสียงหันแถอุยถอนใจปรารภขึ้นว่า
"ที่นี่มีแต่กระท่อมมุงด้วยหญ้าและรั้วที่ล้อมด้วยไม้ไผ่ นับว่าเป็นทิวทัศน์อันสวยงามเหมาะสมแก่ภูมิประเทศลำเนาป่าเขาอย่างยิ่ง แต่เป็นที่น่าเสียดาย ซึ่งไม่มีเสียงไก่ขันสุนัขเห่าหอนเลย"
พอสิ้นสุดคำพูด ทันใดก็มีเสียงหอนของสุนัขดังขึ้นมาทันทีจากกอหญ้า
นางเปาสีฟังดังนั้น ก็หัวเราะแทรกขึ้นมาพลาง
"สุนัขตัวนี้มันชอบกล มันช่างเห่าหอนขึ้นมารับคำปรารภของหันแถอุยเสียด้วย"
ก๊วยเซาเทียนสอดขึ้นว่า "นั่นซิ มันน่าขำพิลึกแลเรื่องมันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น"
เอี้ยทิซิมจึงเล่าต่อว่า
"แต่มันก็ได้เป็นไปแล้วอย่างน่าดู และข้าพเจ้าก็ได้เห็นประจักษ์มาแก่ตาตนเองด้วย เมื่อเสียงสุนัขตัวนั้นเห่าหอนอยู่สักพัก ก็โผล่หัวออกมาจากกอหญ้าที่มันซุกหัวอยู่ พี่ท่านรู้ไหมว่ามันเป็นสุนัขประหลาดฉันใด ?"
ก๊วยเซาเทียนตอบว่า "ไม่รู้"
เอี้ยทิซิมหัวเราะก่อนแล้วว่า "ไอ้สุนัขตัวนั้นคือ เตียวไต้หยินเจ้าเมืองหลินอานฮู้นั่นเอง"
นางเปาสีเผลอตัวถึงกับตบมือพลางหัวเราะร่วนเหมือนดอกไม้ที่ถูกกระแสลงพัดระรวยอุทานออกมาเป็นที่รับรู้
"เออไอ้สุนัขตัวนี้มันช่างประจบสอพลอต่อผู้สำเร็จราชการ แปลกดี" ก๊วยเซาเทียนเสริมขึ้นว่า
"มันทำนองเดียวกับประกาศิตของผู้ยิ่งใหญ่ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ฉะนั้น น่าสงสารเจ้าเมืองหลินอานฮู้ถึงกับยอมตัวหมอบคลานทำเป็นสุนัข เพื่อให้เหมาะสมกลมกลืนกับบรรยากาศ ณ สถานที่นั้นเป็นอย่างดี แต่ไอ้คนชั่วเช่นนี้ถ้าเรามีอำนาจกระทำได้ น่าจะจับเอามาลงหวายเสียให้แสนสาหัส ประจานมันแบบเดียวกับสุนัขประจบเจ้าของ แต่ว่าสุนัขมันดีกว่า เพราะมันเป็นเดรัจฉานหาใช่คนไม่"
นางเปาสีรู้สึกว่าการสนทนาออกรส จึงขยับตัวจะลุกขึ้นแล้วว่า "ข้าพเจ้าจะไปเชิญพี่สะใภ้มาร่วมรับประทานอาหารด้วย"
ก๊วยเซาเทียนหัวเราะนำออกมาก่อนจะเอ่ยปาก "น้องเราอย่าเรียกออกมาเลย เพราะหลายเพลามาแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบาย"
นางถามว่า "ทำไมกับพี่สะใภ้ของข้าพเจ้าป่วยไข้ ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่อง เพราะข้าพเจ้าเฝ้าเวียนถามอาการอยู่เสมอ"
ก๊วยเซาเทียนยิ้มไม่กล่าวอะไร ส่วนเอี้ยทิซิมเห็นทีท่าของพี่ชายร่วมน้ำสาบาน ไม่แสดงอาการหนักใจในอาการเจ็บป่วยของบุคคลที่กำลังกล่าวขวัญถึงนั้นเข้าใจว่า คงไม่มีอันเป็นมากมายอย่างใด
ผิดกับนางเปาสีนางยิ้มในหน้า ส่วนลึกของหัวใจบ่งบอกมาว่า อาการอมยิ้มของก๊วยเซาเทียน เป็นยิ้มของการบอกชัดว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดบังเกิดขึ้นให้กับความผาสุกใจ นางเปาสีนั่งลงตามเดิมหัวเราะเบาๆ รินสุราเอื้อมส่งให้เอี้ยทิซิมจอกหนึ่งพร้อมกล่าวว่า
"พี่ท่าน จงดื่มเถิด จอกนี้เป็นการดื่มเพื่อพี่ก๊วยเซาเทียนท่าน"
เอี้ยทิซิมชะโงกหน้าถามด้วยความสงสัย "ก็พี่นี่ น่ะดื่มน้อยนักหรือ แล้วเรื่องใดเล่า น้องเราจะจงใจให้พี่ดื่มอีกหนึ่งจอกเพื่อก๊วยเซาเทียนพี่เราประสงค์สิ่งใด"
นางยิ้มเป็นนัยคะยั้นคะยอ "จงดื่มเถิดดื่มแล้วจึงค่อยพูดกัน"
ดังนั้นเอี้ยทิซิมจึงจำต้องแหงนคอขึ้นยกจอกกรอกสุราลงไปทั้งๆที่ความรู้สึกบ่งบอกว่า น้ำสุราที่เข้าไปแน่นอัดอยู่ในกระเพาะหาใช่น้อย พอเอี้ยทิซิมกรอกสุราลงไปในคอหอยหมด นางเปาสีหัวเราะร่วนออกมาพลางมองตาก๊วยเซาเทียนอย่างมีความหมาย
"ที่ข้าพเจ้าให้พี่ท่าน ดื่มเพื่อพี่ก๊วยเซาเทียนนั่นใช่แล้ว แลต่อไปนี้พี่ก๊วยเซาเทียนท่านจะเป็นผู้อธิบายว่าเพราะเหตุใดพี่สะใภ้ของข้าพเจ้าจึงมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะ แลพี่ท่านก็มิได้วิตกกังวลใจอย่างใด"
ก๊วยเซาเทียนหัวเราะน้อยๆรีบชิงกล่าวเสียก่อนจะถูกขับ รับเอาว่า
"หมู่นี้เจ็บออดแอด เห็นท่าจะเป็นโรคธรรมชาติของผู้หญิงละกระมัง บ่นแต่ว่าปวดหลัง ปวดเอว เจ็บหน้าอก มีอาการอ่อนเพลียละเหี่ยใจเป็นกำลัง วานนี้ยังเข้าไปในเมืองเชิญหมอเตียวตั้วอู้มาตรวจอาการ ที่แท้หมอบอกว่าตั้งครรภ์มาได้สามเดือนแล้ว"
เอี้ยทิซิมดีใจด้วยเป็นอย่างยิ่ง พูดออกด้วยสีหน้าตื่นเต้นว่า
"พี่ท่าน ข้าพเจ้าขอแสดงความดีใจด้วย และขอให้เราทั้งสามจงยกจอกสุราขึ้นดื่ม แสดงความยินดีที่พี่ก๊วยเซาเทียนท่านจะได้บุตรชายสืบชื่อแซ่ต่อไป" แล้วคนทั้งสามก็ได้ร่วมใจกันยกจอกสุราขึ้นดื่มโดยพร้อมกัน
ขณะคนทั้งสาม สนทนากันถึงการปฏิสนธิอันเป็นเชื้อสายของก๊วยเซาเทียน อยู่ด้วยความปลิ้มปิตินั้นก็มีเหตุการณ์สอดแทรกขึ้นมา ในระหว่างบรรยากาศซึ่งบุคคลทั้งสามกำลังพิสมัยอยู่ทางเบื้องตะวันออกมีชายผู้หนึ่งเดินย่ำมาทางพื้นหิมะมุ่งตรงมาทางบ้านที่ทั้งสามนั่งอยู่ เมื่อพิจารณาดูเครื่องแต่งกายก็รู้ว่า เป็นผู้ครองเพศนักพรต (ซึ่งเป็นนักพรตทางศาสนาเต๋า) ชายผู้นั้นสวมเสื้อและหมวกที่สานด้วยใบไผ่คลุมถึงหน้าเพื่อกันหิมะแต่ไม่วายถูกหิมะปกคลุมขาวโพลนไปทั้งตัว แลการเดินเหินของชายผู้นั้นก็ทะมัดทะแมงรวดเร็ว สะพายกระบี่ไว้ทางขวา พู่ที่อยู่บนด้ามกระบี่ถูกลมปลิวไสว ก๊วยเซาเทียนมองภาพเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของชายนั้นด้วยความเอาใจใส่ ภาพนั้นใกล้เข้ามาๆทุกที จึงปรารภกับสองสามีภรรยาผู้เจ้าของบ้านบ่นว่า
"น้องเราจงดูท่านนักพรตผู้นี้เถิด ความเยือกเย็นของหิมะมิได้กระทำให้ชายผู้นี้สะทกสะท้านประการใด นักพรตผู้นี้ สามารถต่อสู้กับความกดดันของอากาศหนาวเหน็บแลเต็มไปด้วยมานะอดทน ผิดกับสามัญชนอีกจำนวนมากที่พี่เคยเห็นมา ไม่ทราบว่ามาจากไหนและไปสู่ที่ใด เราน่าจะรู้จักไว้พี่เราทั้งสองควรออกไปเชิญให้เข้ามาสู่บ้านเราดีกว่า"
เอี้ยทิซิมเห็นชอบด้วย ทั้งสองจึงลุกขึ้นพร้อมกัน รีบออกไปเพื่อเชิญนักพรตผู้นั้น
แต่กว่าพี่น้องร่วมสาบานทั้งสองจะออกจากประตูบ้าน นักพรตผู้เดินรวดเร็วผู้นั้นได้ผ่านหน้าบ้านไปเสียแล้ว สองพี่น้องจึงหันมาสบตากันอย่างรู้สึกพิศวงงงงวยอย่างยิ่ง ในการเดินได้อย่างรวดเร็ว
เอี้ยทิซิมถึงกับอุทานออกมาว่า
"ท่านเดินรวดเร็วราวกับลมพัดเชียวนะ"
ก๊วยเซาเทียนพนักหน้าอย่างจริงแล้วว่า เราเห็นจะเดินตามไปไม่ทันท่าน น้องเราตะโกนเรียกเชิญเถิด
"เอี้ยทิซิมจึงตะโกนเรียกไปด้วยเสียงอันดัง
"ท่านนักพรตจงกรุณาหยุดยั้งก่อนเถิด"
พอเสียงตะโกนของเอี้ยทิซิมสิ้นสุดลง นักพรตผู้นั้นหันหน้ากลับมาทันที พร้อมกับผงกศีรษะรับคำเชิญก๊วยเซาเทียนและเอี้ยทิซิมสองพี่น้องร่วมสาบานเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก รีบชวนกันวิ่งเข้าไปหา พร้อมกับทำความเคารพอย่างนอบน้อม เอี้ยทิซิมกล่าวขึ้นว่า
"อากาศหนาวเยือกเย็นด้วยหิมะลงจัดเช่นนี้ ท่านจงแวะพักผ่อนที่บ้านข้าพเจ้าสองพี่น้อง เพื่อให้คลายความหนาวเย็นเสียก่อนเถิด"
นักพรตหัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดัง แลแสดงกิริยาเสมือนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่สู้จะสนใจในถ้อยคำอ่อนหวานของก๊วยเซาเทียนนัก กล่าวว่า
"ท่านทั้งสองช่างมีใจเอื้อเฟื้อดีเหมือนกัน"
เอี้ยทิซิม ซึ่งอาวุโสน้อยกว่าก๊วยเซาเทียน แลอุปนิสัยใจร้อนกว่าเห็นเช่นนั้นก็นึกอยู่ในใจ ว่าเราสองพี่น้องอุตสาห์วิ่งฝ่าหิมะออกมาเชื้อเชิญ แต่นักพรตนี้กลับแสดงท่าทีหยิ่งผยอง ไม่ไยดีไยร้ายกับเราเสียเลย ส่วนก๊วยเซาเทียนนั้นสุขุมเยือกเย็นกว่า โค้งกายลงคำนับอีกอย่างนอบน้อมกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าสองพี่น้องนั่งผิงไฟดื่มสุรากันอยู่ เห็นท่านเดินกรำฝ่าหิมะมาแต่ลำผู้เดียว ก็มีจิตใจใคร่อยากจะเชื้อเชิญให้ท่านไปพักผ่อนด้วยข้าพเจ้าสองเสียก่อน เพื่อได้บรรเทาความหนาวเย็นลงบ้าง ขอให้ท่านกรุณาอย่าถือโทษหรือระแวงข้าพเจ้าซึ่งเป็นเด็กกว่า แลบังอาจมาเชื้อเชิญท่านเป็นอย่างอื่นเลย"
นักพรตผู้นั้นได้ฟังถ้อยคำของก๊วยเซาเทียน ก็ชำเลืองดูก๊วยเซาทียนด้วยสายตาอันคมวาวประหลาด กล่าวขึ้นด้วยเสียงไม่เบาว่า
"ก็ดีเหมือนกัน"
ก้าวเท้าออกเดินอย่างไม่ต้องรอ ให้เจ้าของบ้าน เชิญซ้ำอีกหรือนำทางเข้าบ้าน นักพรตผู้นั้นกลับก้าวเข้าประตูบ้านเอี้ยทิซิมทันที
เอี้ยทิซิมซึ่งมีความไม่พอใจอยู่แล้ว ก็ไม่พอใจยิ่งขึ้น ในการที่นักพรตแสดงกิริยาอย่างไม่มีมารยาท ไม่สมกับที่ตนสองคนพี่น้องออกมานอบน้อมเชื้อเชิญ จึงก้าวพรวดตามเข้าไป จับข้อมือซ้ายของนักพรตผู้นั้นแล้ว กระชากออกมาจากประตูบ้านตน พร้อมกับพูดขึ้นอย่างมีโทสะ
"เรายังไม่ทราบท่านชื่อใดเลย"
พอสิ้นคำพูดของตนเอี้ยทิซิมก็รู้สึกว่า ข้อมือของนักพรตที่ตนยึดไว้นั้นเลื่อนหลุดออกจากกำมือของตนไป ประดุจกับตนจับปลาแล้วลื่นไหลออกไปฉะนั้น เอี้ยทิซิมสะดุ้งใจขึ้นทันทีแลนึกว่าท่าจะไม่ดีเสียแล้ว พร้อมกับผงกตัวหนีออกห่าง
แต่ฉับพลันนั้น เอี้ยทิซิมรู้สึกเจ็บที่ข้อมือคล้ายกับถูกคีบไว้แนบแน่น จึงใช้กำลังสะบัดให้หลุดออกเป็นอิสระ แต่ไม่มีหวังจะหลุดออกมาได้ กลับปวดเจ็บแล่นขึ้นมาทั้งแขน แลแขนนั้นก็อ่อนเปลี้ยหมดเรี่ยวแรงไปหมด ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นเข้าไปสู่หัวใจ แลมันเป็นความเจ็บปวดที่แปลกประหลาด ไปถึงกระดูกกระเดี้ยวภายใน หน้าตาเอี้ยทิซิมแดงก่ำไปหมด แสดงถึงความเจ็บปวดเป็นอันมากอย่างบอกไม่ถูก
ก๊วยเซาเทียน เห็นน้องชายร่วมสาบานมีอันเป็นไปเช่นนั้น ทราบได้ทันทีว่าเอี้ยทิซิมเสียทีนักพรตเสียแล้ว แต่ก็อดใจไม่กล่าวถ้อยออกมาประการใด ออกไปด้วยท่วงท่าที่สงวนท่าที ก๊วยเซาเทียนจึงเชื้อเชิญให้นักพรตเข้าไปนั่ง แลขณะที่นางเปาสีได้หลบเข้าไปภายในแล้ว นักพรตผู้นั้นหัวเราะอย่างรู้ทันอากัปกิริยาของก๊วยเซาเทียน พลางปล่อยมือของเอี้ยทิซิมออกแล้วเดินเข้าไปทรุดกายนั่งลง ตรงที่ก๊วยเซาเทียนเชื้อเชิญ
แต่เอี้ยทิซิมรู้สึกทั้งโกรธทั้งอายยิ่งนัก หาได้เดินเข้ามาร่วมวงด้วยไม่ กลับเดินเข้าสู่ภายในทันที แลเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับนักพรตให้นางเปาสีฟัง นางเปาสีได้ฟังดังนั้นถอนใจกล่าวเนือยๆว่า
"ข้าพเจ้าได้ฟังคำเล่าของพี่ท่านดังนี้ พิจารณาดูนักพรตผู้นี้มีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษอยู่ พี่ท่านจะสะกดอกสะกดใจอย่าไปโกรธเคืองท่านเลย แลหลบเข้ามาอยู่นี้เป็นการมิบังควร ขอพี่ท่านจงรีบออกไปร่วมสนทนากับพี่ก๊วยเซาเทียนแลนักพรตผู้นี้เถิด ข้าพเจ้าจะต้องจัดอาหารอีกสามอย่างแลอุ่นสุราให้พี่ท่านถือออกไป จะได้เป็นการแนบเนียนว่า พี่ท่านเข้ามาในนี้ มิใช่เจ้าของบ้านแสดงความไม่พอใจผู้เป็นแขกแปลกหน้า แลทอดทิ้งพี่ก๊วยเซาเทียนไว้แต่ลำพัง"
เอี้ยทิซิมก็ได้สติ นางเปาสีรีบจัดอุ่นสุราอาหาร กับแกล้มแล้วใส่ถาดให้เอี้ยทิซิมยกออกไป
แต่พอสามีจะก้าวพ้นออกประตูห้อง นางเปาสีซึ่งมีความห่วงใย ฉุกนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง จึงรีบเรียกให้เอี้ยทิซิมหยุดก่อน เสียงนั้นเบาพอฟังได้ยินกันเฉพาะสองคน พวกนางก้าวไปที่ผนังตึกดึงมีดสั้นที่แขวนอยู่กับฝักออกมา มันเป็นมีดสั้นซึ่งมีความยาวประมาณฯเจ็ดนิ้ว ส่งแสงขาวเป็นวาววับมันปลาบเมื่อเปลือยคมออกจากฝัก เดินมาส่งให้เอี้ยทิซิมแล้วว่า
"พี่ท่านเอาเหน็บไว้กับตัวด้วยก็จะดี"
เอี้ยทิซิมรีบมีดจากนางมาเหน็บไว้ที่เอว โดยไม่พูดจาแล้วผละออกมาข้างนอก

อ้างอิง : มังกรหยกภาค 1 เล่มที่ 1 แปลโดย จำลอง พิศนาคะ สนพ.บันดาลสาส์น 2517


       

 

 

หอสะสมตำรา
หอสะสมตำรา (จำลอง พิศนาคะ)