|
เนื้อเรื่องย่อ
:
บทที่ ๑
เบื้องหลังขุนเขาทมึนแลลิบละลิ่ว สลับซับซ้อน ใต้แผ่นฟ้าหลังคาโลกสีครามอ่อน
กราดไปทั่วด้วยแสงสุริยันที่สาดส่องให้ความสว่างดุจดังฉัพพรรณรังสี ประกายแวววับดุจแก้วเกล็ดระยิบระยับยามทิวา
พันธุ์พฤกษาเสียดยอดสล้างเขียวชอุ่ม บางแห่งเป็นป่าโปร่งตา บางอาณาเป็นดงทึบ
โขดธารละหานห้วยน้ำใสไหลริน ทุกสิ่งสิ้นล้วนเป็นธรรมชาติอันสวยสดเหลือที่จะพรรณนาน่าภิรมย์
แต่ถึงแม้รมณีย์อย่างนี้จะเป็นฉากผ่านเวลากาลนานเนิ่น มาหลายชั่วอายุขัยของชีวิตบุคคล
ก็เสมือนว่าเหตุการณ์ที่ฉาบไว้ด้วยธรรมชาติแวดล้อม เพิ่งประจักษ์แจ้งเป็นภาพฝันเกิดขึ้นในชั่วพริบตาฉะนี้
.
นับตั้งแต่ พระเจ้าซ้องเกาโจวฮ่องเต้ ผู้สถาปนาราชวงศ์ไต้ซ้อง ปกครองแผ่นโดยสืบต่อกันมาด้วยความร่มเย็นเป็นสุข
แต่การที่มีความสุขจนถึงที่สุดแล้ว มันต้องสลายตัวไป นี่เป็นกฎธรรมดาของความหมุนเวียนเปลี่ยนแปร
จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระเจ้าฮุยเต้กับคิมเต้เป็นปลายแผ่นดินราชวงศ์ไต้ซ้อง
นับเวลาเมื่อแปดร้อยปีก่อน กองทัพอันเกรียงไกรของชาวไต้กิมก๊ก (แมนจู) ซึ่งมีกูตุสเป็นประมุขได้ยาตราทัพรุกเข้ามาสู่เบื้องทักษิณทิศ
อันเป็นผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์และมีแต่ความสุขสนุกสนานนั้น
ท่ามกลางความสุข ความทุกข์ก็ได้มาเยือนเข้ามาสู่มันเป็นการโจมตี เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์จอมจักพรรดิ์
พระเจ้าฮุยเต้กับคิมเต้ ถูกทหานไต้กิมก๊กจับเป็นเชลย แต่เจ้าคังอ๋องหลบหนีข้ามน้ำแยงซีมาสู่ภาคใต้
ครั้นมาถึงเมืองหลินอานฮู้ (ฮั่งจิว) จึงได้สืบราชสมบัติต่อมา สถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าซ้องเกาจงฮ่องเต้
สภาพความเป็นบ้านแตกสาแหรกขาดจึงได้กลับสู่ความเป็นปกติสุขดังเดิม ในเวลานั้นข้าศึกซึ่งมีกำลังอันกล้าแข็งได้รุกรานเข้ามายึดครองแผ่นดินไปครึ่งค่อน
ความจริงในเวลานั้น ควรเป็นเวลาที่พระเจ้าซ้องเกาจงฮ่องเต้ จะต้องคิดอ่านทำการสู้รบเพื่อรักษาแผ่นดินที่ถูกราชศัตรูรุกรานแลยึดครองไป
พระองค์กลับคิดจะทำการต่อสู้เพื่อรักษาราชบัลลังก์ให้แก่ตนเอง นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังทรงเกรงกลัวชาวไต้กิมก๊ก
(แมนจู) ยิ่งกว่าสมันน้อยกลัวพยัคฆ์ร้ายจะขบเคี้ยวกินเป็นภักษาหารด้วยทรงกริ่งเกรงว่าเจ้าฮุยเต้กับคิมเต้
จะถูกข้าศึกปล่อยคืนมา แล้วราชบัลลังก์ของพระองค์ก็จะถูกกระชากยื้อแย่งออกไป
และนี่เองทำให้ชะตากรรม ของพระองค์ขาดลอยหมดอิสรภาพไปอย่างน่าคิด เพราะพระองค์ทรงลุ่มหลงในถ้อยคำสอพลอของซินไข่ขุนนางกงัฉินที่คอยเพ็ดทูลให้
ทรงประสบแต่ลางแพ้และขาดพระสติที่จะใช้พระปัญญาปรีชาสามารถจึงได้ตรัสสั่งให้ประหารชีวิตงักฮุยแม่ทัพใหญ่ของจีน
ที่ได้ทำการต่อต้านกับข้าศึกไต้กิมก๊ก (แมนจู) อย่างอาจหาญละเสียซึ่งมานะขัติยะราชตระกูล
ทำการเจรจาขอสงบศึกกับฝ่ายตรงข้าม ทั้งๆที่ในเวลานั้นพวกชาวแมนจูยังมีความเกรงกลัวต่อความเก่งกล้าสามารถในการสงครามของงักอุยแม่ทัพใหญ่อยู่
กับอีกประการหนึ่งพวกจีนทางภาคเหนือที่มีความรักชาติ ได้พากันรวบรวมผนึกกำลังเข้าต่อต้านข้าศึกที่มาย่ำยีรุกราน
มันเป็นเวลาที่สับสนอลหม่านอย่างที่สุด ชาวจีนแทบทุกคนเมื่อได้กิตติศัพท์ว่า
พระเจ้าซ้องเกาจงฮ่องเต้ ได้ทรงขอร้องสงบศึกกับอริราช ต่างคนต่างรู้สึกเสียใจและแค้นใจไปตามๆกัน
หลังสภาพการณ์อันฉุกละหุก พอเดือนอ้ายปีที่สิบสองแห่งรัชการเสียวเฮงการเจรจาสงบศึกได้สำเร็จลง
โดยทำการตกลงแบ่งอาณาเขตกัน ใช้กึ่งกลางของแม่น้ำไหวจุ้ยเป็นเส้นพรมแดนในราชสาส์นที่พระเจ้าซ้องเกาจงฮ่องเต้
ได้มีไปขอร้องสงบศึกกับกูตุส (กษัตริย์ชาวแมนจู) นั้นมีใจความว่า พระองค์ให้คำมั่นปฏิญาณนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ขอยอมอ้อนน้อมสวามิภักดิ์ในองค์จอมจักรพรรดิราช จะส่งราชบรรณาการมาถวายมิขาดทุกปีในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา
การเรื่องนี้ระบุไว้เป็นเงินสองแสนห้าหมื่นตำลึง เป็นผ้าแพรพรรณห้าหมื่นพับ
สำหรับส่งส่วยให้แก่กษัตริย์แมนจูตามราชประเพณีและขอรับรองด้วยเกียรติกษัตริ์แห่งแผ่นดิน
ที่ทรงมีสิทธินั่งบัลลังก์อยู่ทุกประการ
สภาพของพระเจ้าซ้องเกาจง มีพฤติการณ์ดังได้กล่าวมานี้ นับว่าเป็นที่น่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก
บรรดาพวกข้าราชการทหารและพลเรือนอีกประชาชนทั่วทั้งผืนแผ่นดินพอทราบข่าวนี้
ทุกคนได้แต่พกความเจ็บช้ำในใจอย่างแสนสาหัส ราษฎรที่อยู่ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำไหวจุ้ย
ต่างพากันหมดหวังต่อการที่จะทำการต่อสู้เอาแผ่นดินกลับมาได้ ยิ่งคิดยิ่งนึกรู้สึกเสียใจจนแทบว่าน้ำตาจะหลั่งออกเป็นสายเลือด
ซึ่งตรงกันข้าวกับความรู้สึกในน้ำพระทัยของพระเจ้าซ้องเกาจงที่เสมือนมีสิ่งบดบังพระเนตรทั้งสองข้าง
เห็นร้ายเป็นชอบไปด้วย ทรงกลับมีความเห็นว่า ซินไข่เป็นผู้สร้างคุณงามความดีเด่นให้แก่พระองค์และประเทศชาติเป็นอย่างมาก
ความจริงตำแหน่งราชการของซินไข่เพียงราชองครักษ์ฝ่ายซ้าย แต่ต่อมาได้ทรงแต่งตั้งให้มีตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินยศลูก๊กกง
(เจ้าต่างกรม) และในครั้งนี้ได้พระราชทานยศให้เป็นไท้ซือ อันเป็นยศของรัฐบาลบุรุษอาวุโส
ของราชการแผ่นดิน นับว่าเป็นยศศักดิ์สูงสุด อันจะหาผู้หนึ่งผู้ใดเข้าเปรียบปานได้เลย
นับจากนั้นมา กองทัพของชาติแมนจูก็ทำการยึดครองแผ่นดินไว้ครึ่งค่อนราชอาณาจักร
แต่ทางตอนใต้ของแผ่นดินคือแคว้นกังหนำ ซึ่งพระเจ้าซ้องเกาจง ทรงครอบครองอยู่นั้น
นับวันเวลาไปมีแต่ความเสื่อมโทรมเหลวแหลกลงทุกที พระเจ้าแผ่นดิน แลบรรดาข้าราชการทั้งมวล
ล้วนแต่พากันสนุกสนานเพลิดเพลินต่อการเลี้ยงสุรายาเมาและหาทางบำเรอให้แก่ตัวเองด้วยผู้หญิงแลดนตรีเป็นที่ตั้ง
เหมือนดั่งว่าชีวิตที่เกิดมานี้ถูกสร้างสรร ให้มีแต่สิ่งปรารถนามาบำรุงบำเรอให้สมใจ
ใช้วันเวาอันมีค่าให้หมดไปในทางเหลวแหลกด้วยเนื้อร้ายของพวกกังฉินอยู่ตลอดเวลา
ขาดผู้นำแกร่ง ขาดผู้ร่วมคิดร่วมพระทัยที่จะทำการกอบกู้เอาผืนแผ่นดิน ซึ่งถูกครอบครองกลับคืนมา
ถึงแม้นว่าท่ามกลางความเหลวแหลกจะมีขุนนางที่มีความรักชาติอย่างซื่อสัตย์อยู่บ้าง
แต่ก็เป็นการยากที่จะทำอะไรลงไปได้ อุปมาดั่งไม้ซีกงัดไม้ซุง หรือน้ำเชี่ยวขวางเรือ
ผลตอบแทนที่ได้รับในที่สุดก็บ่งบอกว่า มีความหายนะคืบคลานเข้ามาสู่เป็นเบื้องสุดท้าย
มันเป็นความหลงผิดของบรรดาขุนนางแลกษัตริย์ทรราช ที่พากันมองเห็นเมืองฮั่งจิวอันมีทิวทัศน์สวยงามของทะเลสาบไซโอ๊ว
ควรเป็นสถานที่หาความสุขเพลิดเพลินเจริญใจมากกว่า จะเป็นที่ตั้งของรัฐบาลบริหารราชการงานเมือง
และเข้าใจว่าเมืองฮั่งจิวนี้เป็นเสมือนราชธานีเดิมคือเมืองคาจิว (ไคฮง) ซึ่งเคยเป็นหลวงที่ให้ความผาสุกสนุกสบายทุกอย่าง
ซึ่งบัดนี้เมืองคาจิวได้ถูกชาติแมนจูยึดครองไปเสียแล้ว เมื่อมาตั้งฮั่งจิวเป็นราชธานีใหม่
หลังจากที่อพยพหลบหนีมาทางใต้นั่นเอง สันดานเดิมที่เคยเห็นแก่ความสุขส่วนตัว
จึงไม่มีใครเลยที่จะคิดการกอบกู้การแผ่นดินเป็นการเสียสมองสิ้นเปลืองเวลาโดยใช่เหตุ
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นเวลาถึงสิบปีแล้วนั้น นอกจากจะนำความเสื่อมโทรมหายนะ
มาสู่ประเทศชาติและมีการประคองตัวอยู่ได้อย่างง่อนแง่น พระเจ้าซ้องเกาจงได้สิ้นพระชนม์ลง
พระเจ้าซ้องเหาจงฮ่องเต้ เป็นผู้สืบราชสมบัติต่อ แต่สถานบ้านเมืองคงทรงสภาพอยู่เช่นเดิม
ไม่มีการปรับปรุงไม่มีการฟื้นฟูเพื่อประเทศชาติแต่อย่างใด นอกเสียจากการหาทางบำรุงผาสุกสบายให้แก่ตนเองที่ตั้ง
และเมื่อสิ้นพระเจ้าซ้องเหาจงฮ่องเต้ ก็ถึงพระเจ้าซ้องเหล็งจงฮ่องเต้ พระองค์สืบราชสมบัติมาเป็นปีที่ห้าแห่งปีซ้องเค่งหงวนในรัชกาลกษัตริย์ผู้ก้าวมาใหม่
ฤดูหนาวคืบคลานเข้ามาแล้ว หิมะอันมีเกล็ดเม็ดที่สีสรรประดุจปุยฝ้ายเป็นละอองฟองฝอยแผ่กระจายทั่วอาณา
แลไปสารทิศใดปิดฟ้าปิดดินเหมือนม่านผืนใหญ่ขาวบริสุทธิ์สะอาดกวาดทับถมต้องพสุธา
หนักหน่วงไม่สร่างซาเป็นเวลาสองวันสองคืนติดๆกัน จนทำให้ภายในกำแพงเมืองฮั่งจิวถูกปกคลุมขาวเดียรดาษ
ประดุจเงินยวง ทาบทาเป็นหย่อมน้อยหย่อมใหญ่ บางทีอาจจะต้องตรงกับทรรศนะของกษัตริย์และขุนนางที่ต่างพากันนั่งห้อมล้อมเตาผิงไฟ
ชมความสวยงามของฉากธรรมชาติพร้อมกับโอกาสแห่งการเสพสุราอาหารเป็นการย้อมจิตใจให้ครึกครื้นรื่นเริง
มาตรว่าบ้านเมืองยังคงสันติสุขรุ่งเรืองวัฒนา ปราศจากความวิบัติด้วยภัยรุกราน
ปราศจากชาติใดทำการคุกคาม และงานของชาติรุดหน้าอยู่ในลักษณะเรืองรอง ผองสมณะชีประชาราษฎรล้วนแต่ร่มเย็นเป็นสุข
ก็จะมีอะไรเล่าที่จะมาขัดขวางห้ามหวงปวงอภิรมย์ ทั้งหลายแลบำรุงความเบิกบานหรรษาทำให้ชีวิตเป็นชีวาเหมาะสมกลมกลืนกับการควรมิควร
จะได้แต่ในขณะนี้บรรยากาศทั่วๆไปในผืนแผ่นดินแห่งพระเจ้าซ้องเหล็งจงฮ่องเต้กษัตริย์ผู้ก้าวมาใหม่
หาได้น่าอภิรมย์ดั่งบรรยากาศมานั้นไม่ แม้ว่าพระเจ้าซ้องเหล็งจงฮ่องเต้กับบรรดาขุนนางข้าราชบริพารทั้งหลายปรีด์เปรมเกษมสุขอยู่ในราชสำนัก
แต่ก็หาได้เป็นที่รมย์รื่นชื่นใจของประชาราษฎร์ แลสมณะชีพราหม์ทั้งหลายไม่
เมื่อส่วนใหญ่คือผู้บริหารประเทศชาติมัวแต่มั่วสุมรื่นเรงหาความสุขใส่ตัวประดุงบ้านเมืองมิได้เกิดอะไรขึ้น
จึงเป็นที่หวั่นหวาดของผู้ที่รักชาติดังจะกล่าวต่อไป
ภายนอกกำแพงเมืองด้านตะวันออก หมู่บ้านราษฎรที่ตั้งทำมาหากินกันด้วยสัมมาอาชีพตลอดกาล
มาขณะนี้แทบทุกผู้คน ต่างสลดรันทดใจถึงบ้านเมืองที่ได้ถูกรุกรานผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลเข้ามาครึ่งค่อน
แต่พระเจ้าซ้องเหล็งจงฮ่องเต้เป็นประมุขของชาติหาได้สนพระทัยเดือดดื้น ถึงแผ่นดินของบรรพบุรุษต้องมีทางสลายตัวไปอย่างน่าใจหายเช่นนั้นไม่
ภายในบ้านหลังหนึ่งของหมู่นั้น ก๊วยเซาเทียน และ เอี้ยทิซิม กำลังนั่งปรึกษาหารือเรื่องต่างๆตามอาสัยเนื้อแท้ก็คือการปรับทุกข์ปรับร้อนถึงการแผ่นดินที่ทั้งสองมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ด้วย
ก๊วยเซาเทียนนั้นหาใช่ใครอื่น ที่แท้คือผู้ที่ได้สืบเชื้อสายมาจากก๊วยเส็งผู้กล้าหาญแห่งเขาเนียซัวเปาะ
อันว่าวิชาเพลงอาวุธของต้นตระกูลเดิมผิดลักษณะ อาวุธอื่น ซึ่งเป็นหอก หากมีรูปเหมือนขวาน
ก๊วยเซาเทียนก็ได้ร่ำเรียนถ่ายทอดมาจากบิดาจนแกว่นกล้าสามารถชำนิชำนาญ แลอาวุธนี้ได้ดัดแปลงมาเหลือเป็นด้ามสั้นเข้าจนเป็นขวานวงพระจันทร์
ก๊วยเซาเทียนได้ใช้มันเป็นอาวุธ ดังนั้นก็วยเซาเทียนจึงถูกยกย่องเป็นปรมาจารย์ในด้านอาวุธขวานคู่อยู่ก้องเกียรติไกล
เอี้ยทิซิมนั้นสืบเชื้อสายมาจากเอี้ยไจ้เฮง ขุนนางนายทหาร อยู่ในความบังคับบัญชาของงักฮุยแม่ทัพใหญ่
ที่ถูกซิยไข่ขุนนางกังฉินเพ็ดทูลยุยงถึงสั่งให้ประหารชีวิตตายไปแล้วในสงครามที่เมืองจูเจียน
เอี้ยไจ้เฮงได้แสดงถึงความเก่งกล้าสามารถทำการฆ่าฟันข้าศึกชาวแมนจูล้มตายลงอย่างนับไม่ถ้วน
จนเป็นที่เลื่องลือ และเข็ดหลาบแก่หมู่ปัจจามิตร แต่ภายหลังที่กองทัพแตกกระจัดพลัดพรายได้หงทางไปยังริมฝั่งแม่น้ำโซ้ยเซียงฮ้อ
ม้าพาหนะเกิดมีอันเป็นจมไปในเลนจึงถูกทหารไต้กิมก๊กยิงด้วยธนูถึงแก่ความตาย
เอี้ยทิซิมนั้นเล่าการฝึกหัดเพลงอาวุธ ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากต้นตระกูลเดิมเช่นกัน
เป็นต้นอาวุธทวน เอี้ยทิซิมก็ได้ถ่ายทอดมาจาก เอี้ยไจ้เฮงผู้บิดาอย่างปราดเปรื่องหาตัวจับได้ยาก
เมื่อประจวบเหมาะบุคคลทั้งสองได้คบค้าสมาคมกันขึ้นถึงความสนทนาวิสาสะในทางวิชาเพลงอาวุธจนต่างฝ่ายต่างนิยมชมชอบซึ่งกันและกัน
ดังนั้นเมื่อถูกอกถูกใจบังเกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ จึงมีการร่วมกระทำสัตย์สาบาน
เป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายแล้วภายหลังพากันอพยพมาสู่หมู่บ้านงู้เกชุน ปลูกสร้างนิวาสสถานอยู่ใกล้เคียงกัน
แลแทบทุกวันก็ชักชวนกันฝึกซ้อมเพลงอาวุธจนได้เวลาพอสมควรแล้ว สองพี่น้องผู้สมัครร่วมรักด้วยน้ำสาบานก็มานั่งสนทนาถึงเรื่องการบ้านการเมืองแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
วันนั้นหลังจากซ้อมเพลงอาวุธ และนั่งพักผ่อนเป็นที่สำราญ ณ บ้านพักของเอี้ยทิซิม
วกเข้าหาเรื่องสนทนาถึงการสูญเสียแผ่นดินทางเหนือ ตกไปอยู่ในความครอบครอง
ของชาวแมนจู ยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บช้ำน้ำใจหาที่เปรียบมิได้ เอี้ยทิซิมถึงกับเผลอตัวเมื่อความแค้นกดดันแล้วถึงขีดสุด
ยกมือขึ้นทุบโต๊ะปังใหญ่ ทันใดนั้นพอดิบพอดีกับบานประตูถูกเปิดออก ปรากฏร่างสตรีอันโฉมสะคราญตาผู้หนึ่ง
เยื้องกายในท่าทีนิ่มนวลละมุนละไม
อิสตรีนางนี้ในมือถือถาด ในถาดนั้นมีชิ้นเนื้อวัวที่ถูกบรรจงจัดเรียบร้อยแล้ว
ประมาณสักสองชั่ง กับไก่อ่อนตัวหนึ่ง นางยิ้มละไมพลันกล่าวถาม
"เกิดอะไรขึ้นหรือ จึงทำให้ท่านทั้งสองต้องบันดาลโทสะทุบโต๊ะปึงปัง
?"
ก๊วยเซาเทียนกล่าวตอบแทนว่า "เรากำลังกล่าวขวัญถึงเรื่องความเหลวแหลกของกษัตริย์ทรราชกันอยู่
เปาสีน้องเราจงมาดื่มสุราร่วมกับเราเถิด"
อิสตรีผู้นี้คือภรรยาของเอี้ยทิซิม นางเป็นหญิงรูปงามแห่งเมืองหลินอานฮู้
มีนิสัยสุภาพอ่อนโยนเรียบร้อย กิริยามรรยาอ่อนช้อยสมน้ำสมเนื้อเป็นที่ต้องตาเกิดความนิยมแก่ผู้ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
นางเพิ่งแต่งงานกับเอี้ยทิซิมมาเป็นเวลาไม่นานเท่าใดนัก แต่ความเป็นคนใจกว้างจึงไม่ใคร่ถือขนบธรรมเนียม
เก็บเนื้อเก็บตัวกับผู้ที่เป็นเพื่อนบ้าน มักมาร่วมวงกันด้วยดื่มสุราสนทนาโดยเฉพาะกับก๊วยเซาเทียน
ซึ่งเป็นเพื่อนพี่น้องร่วมสาบานกับสามีอันสนิท ประดุจสายโลหิตเดียวกันอยู่เสมอ
นางวางถาดเนื้อกับไก่ลงบนโต๊ะ และตนเองก็นั่งลงบนเก้าอี้ท่ามกลางระหว่างคนทั้งสอง
แลก๊วยเซาเทียนได้กล่าวเสริมว่า
"ดีแล้วที่เราจะสนทนาให้มีรสชาติขึ้น เมื่อเปาสีน้องเรามาร่วมวงด้วย"
ตอนหนึ่ง ของการสนทนา เอี้ยทิซิมเอ่ยขึ้นว่า "เมื่อวันวานนี้ข้าพเจ้ากำลังอยู่ที่
ร้านขายน้ำชาตงหนำเหลาเชิงสะพานเจ้าอานเกี๊ยว ได้ยินเสียงพูดกันถึงเรื่องถันแหอุยอยู่ไอ้มหาโจรแผ่นดิน
โดยเล่าเป็นตุเป็นตะน่าเชื่อ ข้าพเจ้าฟังดูแล้วไม่ใช่การกล่าวอ้างโดยปราศจากเหตุผลว่า
ข้าราชการขุนนางหรือประชาชนผู้ใดเสนอเรื่องราวขึ้นไป ถ้าภายในหนังสือนั่นไม่เขียนระบุว่า
พร้อมกับได้มีของกำนัลอย่างนั้นอย่างนี้มาด้วยแล้ว ไอ้มหาโจรผู้นี้จะไม่แยแสเหลือบแลพิจารณาให้เสียลูกตาเลย"
ก๊วยเซาเทียนถอนใจอย่างหนักหน่วง กล่าวเสริมขึ้นว่า
"เมื่อนึกถึงแผ่นดินที่เราต้องอาศัยอยู่นี้ มีแต่พวกเชือดเนื้อเถือหนังโลภโมโทสันเห็นแก่ได้เป็นใหญ่
ขอให้มีทางได้เป็นของตนก็แล้วกัน นั่นแหละเป็นความชื่นชมโสมนัสและเป็นสิ่งปรารถนาอันยิ่งใหญ่แก่พวกทรราช
ไม่ว่ากษัตริย์หรือขุนนาง อย่างเจ้าเมืองหลินอานฮู้เป็นต้น ที่ข้าพเจ้าได้พบมาครั้งนั้น
หันแถอุยพาพรรคพวกออกไปเที่ยวหาความสำราญ แลมันประจวบเหมาะกับข้าพเจ้ากำลังตัดฟืนอยู่บนเขา
ซึ่งไม่ได้เป็นที่สนใจของคนเหล่านั้น แต่หูของข้าพเจ้าเผอิญได้ยินเสียงหันแถอุยถอนใจปรารภขึ้นว่า
"ที่นี่มีแต่กระท่อมมุงด้วยหญ้าและรั้วที่ล้อมด้วยไม้ไผ่ นับว่าเป็นทิวทัศน์อันสวยงามเหมาะสมแก่ภูมิประเทศลำเนาป่าเขาอย่างยิ่ง
แต่เป็นที่น่าเสียดาย ซึ่งไม่มีเสียงไก่ขันสุนัขเห่าหอนเลย"
พอสิ้นสุดคำพูด ทันใดก็มีเสียงหอนของสุนัขดังขึ้นมาทันทีจากกอหญ้า
นางเปาสีฟังดังนั้น ก็หัวเราะแทรกขึ้นมาพลาง
"สุนัขตัวนี้มันชอบกล มันช่างเห่าหอนขึ้นมารับคำปรารภของหันแถอุยเสียด้วย"
ก๊วยเซาเทียนสอดขึ้นว่า "นั่นซิ มันน่าขำพิลึกแลเรื่องมันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น"
เอี้ยทิซิมจึงเล่าต่อว่า
"แต่มันก็ได้เป็นไปแล้วอย่างน่าดู และข้าพเจ้าก็ได้เห็นประจักษ์มาแก่ตาตนเองด้วย
เมื่อเสียงสุนัขตัวนั้นเห่าหอนอยู่สักพัก ก็โผล่หัวออกมาจากกอหญ้าที่มันซุกหัวอยู่
พี่ท่านรู้ไหมว่ามันเป็นสุนัขประหลาดฉันใด ?"
ก๊วยเซาเทียนตอบว่า "ไม่รู้"
เอี้ยทิซิมหัวเราะก่อนแล้วว่า "ไอ้สุนัขตัวนั้นคือ เตียวไต้หยินเจ้าเมืองหลินอานฮู้นั่นเอง"
นางเปาสีเผลอตัวถึงกับตบมือพลางหัวเราะร่วนเหมือนดอกไม้ที่ถูกกระแสลงพัดระรวยอุทานออกมาเป็นที่รับรู้
"เออไอ้สุนัขตัวนี้มันช่างประจบสอพลอต่อผู้สำเร็จราชการ แปลกดี"
ก๊วยเซาเทียนเสริมขึ้นว่า
"มันทำนองเดียวกับประกาศิตของผู้ยิ่งใหญ่ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ฉะนั้น
น่าสงสารเจ้าเมืองหลินอานฮู้ถึงกับยอมตัวหมอบคลานทำเป็นสุนัข เพื่อให้เหมาะสมกลมกลืนกับบรรยากาศ
ณ สถานที่นั้นเป็นอย่างดี แต่ไอ้คนชั่วเช่นนี้ถ้าเรามีอำนาจกระทำได้ น่าจะจับเอามาลงหวายเสียให้แสนสาหัส
ประจานมันแบบเดียวกับสุนัขประจบเจ้าของ แต่ว่าสุนัขมันดีกว่า เพราะมันเป็นเดรัจฉานหาใช่คนไม่"
นางเปาสีรู้สึกว่าการสนทนาออกรส จึงขยับตัวจะลุกขึ้นแล้วว่า "ข้าพเจ้าจะไปเชิญพี่สะใภ้มาร่วมรับประทานอาหารด้วย"
ก๊วยเซาเทียนหัวเราะนำออกมาก่อนจะเอ่ยปาก "น้องเราอย่าเรียกออกมาเลย
เพราะหลายเพลามาแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบาย"
นางถามว่า "ทำไมกับพี่สะใภ้ของข้าพเจ้าป่วยไข้ ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่อง
เพราะข้าพเจ้าเฝ้าเวียนถามอาการอยู่เสมอ"
ก๊วยเซาเทียนยิ้มไม่กล่าวอะไร ส่วนเอี้ยทิซิมเห็นทีท่าของพี่ชายร่วมน้ำสาบาน
ไม่แสดงอาการหนักใจในอาการเจ็บป่วยของบุคคลที่กำลังกล่าวขวัญถึงนั้นเข้าใจว่า
คงไม่มีอันเป็นมากมายอย่างใด
ผิดกับนางเปาสีนางยิ้มในหน้า ส่วนลึกของหัวใจบ่งบอกมาว่า อาการอมยิ้มของก๊วยเซาเทียน
เป็นยิ้มของการบอกชัดว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดบังเกิดขึ้นให้กับความผาสุกใจ นางเปาสีนั่งลงตามเดิมหัวเราะเบาๆ
รินสุราเอื้อมส่งให้เอี้ยทิซิมจอกหนึ่งพร้อมกล่าวว่า
"พี่ท่าน จงดื่มเถิด จอกนี้เป็นการดื่มเพื่อพี่ก๊วยเซาเทียนท่าน"
เอี้ยทิซิมชะโงกหน้าถามด้วยความสงสัย "ก็พี่นี่ น่ะดื่มน้อยนักหรือ
แล้วเรื่องใดเล่า น้องเราจะจงใจให้พี่ดื่มอีกหนึ่งจอกเพื่อก๊วยเซาเทียนพี่เราประสงค์สิ่งใด"
นางยิ้มเป็นนัยคะยั้นคะยอ "จงดื่มเถิดดื่มแล้วจึงค่อยพูดกัน"
ดังนั้นเอี้ยทิซิมจึงจำต้องแหงนคอขึ้นยกจอกกรอกสุราลงไปทั้งๆที่ความรู้สึกบ่งบอกว่า
น้ำสุราที่เข้าไปแน่นอัดอยู่ในกระเพาะหาใช่น้อย พอเอี้ยทิซิมกรอกสุราลงไปในคอหอยหมด
นางเปาสีหัวเราะร่วนออกมาพลางมองตาก๊วยเซาเทียนอย่างมีความหมาย
"ที่ข้าพเจ้าให้พี่ท่าน ดื่มเพื่อพี่ก๊วยเซาเทียนนั่นใช่แล้ว แลต่อไปนี้พี่ก๊วยเซาเทียนท่านจะเป็นผู้อธิบายว่าเพราะเหตุใดพี่สะใภ้ของข้าพเจ้าจึงมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะ
แลพี่ท่านก็มิได้วิตกกังวลใจอย่างใด"
ก๊วยเซาเทียนหัวเราะน้อยๆรีบชิงกล่าวเสียก่อนจะถูกขับ รับเอาว่า
"หมู่นี้เจ็บออดแอด เห็นท่าจะเป็นโรคธรรมชาติของผู้หญิงละกระมัง บ่นแต่ว่าปวดหลัง
ปวดเอว เจ็บหน้าอก มีอาการอ่อนเพลียละเหี่ยใจเป็นกำลัง วานนี้ยังเข้าไปในเมืองเชิญหมอเตียวตั้วอู้มาตรวจอาการ
ที่แท้หมอบอกว่าตั้งครรภ์มาได้สามเดือนแล้ว"
เอี้ยทิซิมดีใจด้วยเป็นอย่างยิ่ง พูดออกด้วยสีหน้าตื่นเต้นว่า
"พี่ท่าน ข้าพเจ้าขอแสดงความดีใจด้วย และขอให้เราทั้งสามจงยกจอกสุราขึ้นดื่ม
แสดงความยินดีที่พี่ก๊วยเซาเทียนท่านจะได้บุตรชายสืบชื่อแซ่ต่อไป" แล้วคนทั้งสามก็ได้ร่วมใจกันยกจอกสุราขึ้นดื่มโดยพร้อมกัน
ขณะคนทั้งสาม สนทนากันถึงการปฏิสนธิอันเป็นเชื้อสายของก๊วยเซาเทียน อยู่ด้วยความปลิ้มปิตินั้นก็มีเหตุการณ์สอดแทรกขึ้นมา
ในระหว่างบรรยากาศซึ่งบุคคลทั้งสามกำลังพิสมัยอยู่ทางเบื้องตะวันออกมีชายผู้หนึ่งเดินย่ำมาทางพื้นหิมะมุ่งตรงมาทางบ้านที่ทั้งสามนั่งอยู่
เมื่อพิจารณาดูเครื่องแต่งกายก็รู้ว่า เป็นผู้ครองเพศนักพรต (ซึ่งเป็นนักพรตทางศาสนาเต๋า)
ชายผู้นั้นสวมเสื้อและหมวกที่สานด้วยใบไผ่คลุมถึงหน้าเพื่อกันหิมะแต่ไม่วายถูกหิมะปกคลุมขาวโพลนไปทั้งตัว
แลการเดินเหินของชายผู้นั้นก็ทะมัดทะแมงรวดเร็ว สะพายกระบี่ไว้ทางขวา พู่ที่อยู่บนด้ามกระบี่ถูกลมปลิวไสว
ก๊วยเซาเทียนมองภาพเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของชายนั้นด้วยความเอาใจใส่ ภาพนั้นใกล้เข้ามาๆทุกที
จึงปรารภกับสองสามีภรรยาผู้เจ้าของบ้านบ่นว่า
"น้องเราจงดูท่านนักพรตผู้นี้เถิด ความเยือกเย็นของหิมะมิได้กระทำให้ชายผู้นี้สะทกสะท้านประการใด
นักพรตผู้นี้ สามารถต่อสู้กับความกดดันของอากาศหนาวเหน็บแลเต็มไปด้วยมานะอดทน
ผิดกับสามัญชนอีกจำนวนมากที่พี่เคยเห็นมา ไม่ทราบว่ามาจากไหนและไปสู่ที่ใด
เราน่าจะรู้จักไว้พี่เราทั้งสองควรออกไปเชิญให้เข้ามาสู่บ้านเราดีกว่า"
เอี้ยทิซิมเห็นชอบด้วย ทั้งสองจึงลุกขึ้นพร้อมกัน รีบออกไปเพื่อเชิญนักพรตผู้นั้น
แต่กว่าพี่น้องร่วมสาบานทั้งสองจะออกจากประตูบ้าน นักพรตผู้เดินรวดเร็วผู้นั้นได้ผ่านหน้าบ้านไปเสียแล้ว
สองพี่น้องจึงหันมาสบตากันอย่างรู้สึกพิศวงงงงวยอย่างยิ่ง ในการเดินได้อย่างรวดเร็ว
เอี้ยทิซิมถึงกับอุทานออกมาว่า
"ท่านเดินรวดเร็วราวกับลมพัดเชียวนะ"
ก๊วยเซาเทียนพนักหน้าอย่างจริงแล้วว่า เราเห็นจะเดินตามไปไม่ทันท่าน น้องเราตะโกนเรียกเชิญเถิด
"เอี้ยทิซิมจึงตะโกนเรียกไปด้วยเสียงอันดัง
"ท่านนักพรตจงกรุณาหยุดยั้งก่อนเถิด"
พอเสียงตะโกนของเอี้ยทิซิมสิ้นสุดลง นักพรตผู้นั้นหันหน้ากลับมาทันที พร้อมกับผงกศีรษะรับคำเชิญก๊วยเซาเทียนและเอี้ยทิซิมสองพี่น้องร่วมสาบานเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก
รีบชวนกันวิ่งเข้าไปหา พร้อมกับทำความเคารพอย่างนอบน้อม เอี้ยทิซิมกล่าวขึ้นว่า
"อากาศหนาวเยือกเย็นด้วยหิมะลงจัดเช่นนี้ ท่านจงแวะพักผ่อนที่บ้านข้าพเจ้าสองพี่น้อง
เพื่อให้คลายความหนาวเย็นเสียก่อนเถิด"
นักพรตหัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดัง แลแสดงกิริยาเสมือนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่สู้จะสนใจในถ้อยคำอ่อนหวานของก๊วยเซาเทียนนัก
กล่าวว่า
"ท่านทั้งสองช่างมีใจเอื้อเฟื้อดีเหมือนกัน"
เอี้ยทิซิม ซึ่งอาวุโสน้อยกว่าก๊วยเซาเทียน แลอุปนิสัยใจร้อนกว่าเห็นเช่นนั้นก็นึกอยู่ในใจ
ว่าเราสองพี่น้องอุตสาห์วิ่งฝ่าหิมะออกมาเชื้อเชิญ แต่นักพรตนี้กลับแสดงท่าทีหยิ่งผยอง
ไม่ไยดีไยร้ายกับเราเสียเลย ส่วนก๊วยเซาเทียนนั้นสุขุมเยือกเย็นกว่า โค้งกายลงคำนับอีกอย่างนอบน้อมกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าสองพี่น้องนั่งผิงไฟดื่มสุรากันอยู่ เห็นท่านเดินกรำฝ่าหิมะมาแต่ลำผู้เดียว
ก็มีจิตใจใคร่อยากจะเชื้อเชิญให้ท่านไปพักผ่อนด้วยข้าพเจ้าสองเสียก่อน เพื่อได้บรรเทาความหนาวเย็นลงบ้าง
ขอให้ท่านกรุณาอย่าถือโทษหรือระแวงข้าพเจ้าซึ่งเป็นเด็กกว่า แลบังอาจมาเชื้อเชิญท่านเป็นอย่างอื่นเลย"
นักพรตผู้นั้นได้ฟังถ้อยคำของก๊วยเซาเทียน ก็ชำเลืองดูก๊วยเซาทียนด้วยสายตาอันคมวาวประหลาด
กล่าวขึ้นด้วยเสียงไม่เบาว่า
"ก็ดีเหมือนกัน"
ก้าวเท้าออกเดินอย่างไม่ต้องรอ ให้เจ้าของบ้าน เชิญซ้ำอีกหรือนำทางเข้าบ้าน
นักพรตผู้นั้นกลับก้าวเข้าประตูบ้านเอี้ยทิซิมทันที
เอี้ยทิซิมซึ่งมีความไม่พอใจอยู่แล้ว ก็ไม่พอใจยิ่งขึ้น ในการที่นักพรตแสดงกิริยาอย่างไม่มีมารยาท
ไม่สมกับที่ตนสองคนพี่น้องออกมานอบน้อมเชื้อเชิญ จึงก้าวพรวดตามเข้าไป จับข้อมือซ้ายของนักพรตผู้นั้นแล้ว
กระชากออกมาจากประตูบ้านตน พร้อมกับพูดขึ้นอย่างมีโทสะ
"เรายังไม่ทราบท่านชื่อใดเลย"
พอสิ้นคำพูดของตนเอี้ยทิซิมก็รู้สึกว่า ข้อมือของนักพรตที่ตนยึดไว้นั้นเลื่อนหลุดออกจากกำมือของตนไป
ประดุจกับตนจับปลาแล้วลื่นไหลออกไปฉะนั้น เอี้ยทิซิมสะดุ้งใจขึ้นทันทีแลนึกว่าท่าจะไม่ดีเสียแล้ว
พร้อมกับผงกตัวหนีออกห่าง
แต่ฉับพลันนั้น เอี้ยทิซิมรู้สึกเจ็บที่ข้อมือคล้ายกับถูกคีบไว้แนบแน่น จึงใช้กำลังสะบัดให้หลุดออกเป็นอิสระ
แต่ไม่มีหวังจะหลุดออกมาได้ กลับปวดเจ็บแล่นขึ้นมาทั้งแขน แลแขนนั้นก็อ่อนเปลี้ยหมดเรี่ยวแรงไปหมด
ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นเข้าไปสู่หัวใจ แลมันเป็นความเจ็บปวดที่แปลกประหลาด
ไปถึงกระดูกกระเดี้ยวภายใน หน้าตาเอี้ยทิซิมแดงก่ำไปหมด แสดงถึงความเจ็บปวดเป็นอันมากอย่างบอกไม่ถูก
ก๊วยเซาเทียน เห็นน้องชายร่วมสาบานมีอันเป็นไปเช่นนั้น ทราบได้ทันทีว่าเอี้ยทิซิมเสียทีนักพรตเสียแล้ว
แต่ก็อดใจไม่กล่าวถ้อยออกมาประการใด ออกไปด้วยท่วงท่าที่สงวนท่าที ก๊วยเซาเทียนจึงเชื้อเชิญให้นักพรตเข้าไปนั่ง
แลขณะที่นางเปาสีได้หลบเข้าไปภายในแล้ว นักพรตผู้นั้นหัวเราะอย่างรู้ทันอากัปกิริยาของก๊วยเซาเทียน
พลางปล่อยมือของเอี้ยทิซิมออกแล้วเดินเข้าไปทรุดกายนั่งลง ตรงที่ก๊วยเซาเทียนเชื้อเชิญ
แต่เอี้ยทิซิมรู้สึกทั้งโกรธทั้งอายยิ่งนัก หาได้เดินเข้ามาร่วมวงด้วยไม่
กลับเดินเข้าสู่ภายในทันที แลเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับนักพรตให้นางเปาสีฟัง
นางเปาสีได้ฟังดังนั้นถอนใจกล่าวเนือยๆว่า
"ข้าพเจ้าได้ฟังคำเล่าของพี่ท่านดังนี้ พิจารณาดูนักพรตผู้นี้มีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษอยู่
พี่ท่านจะสะกดอกสะกดใจอย่าไปโกรธเคืองท่านเลย แลหลบเข้ามาอยู่นี้เป็นการมิบังควร
ขอพี่ท่านจงรีบออกไปร่วมสนทนากับพี่ก๊วยเซาเทียนแลนักพรตผู้นี้เถิด ข้าพเจ้าจะต้องจัดอาหารอีกสามอย่างแลอุ่นสุราให้พี่ท่านถือออกไป
จะได้เป็นการแนบเนียนว่า พี่ท่านเข้ามาในนี้ มิใช่เจ้าของบ้านแสดงความไม่พอใจผู้เป็นแขกแปลกหน้า
แลทอดทิ้งพี่ก๊วยเซาเทียนไว้แต่ลำพัง"
เอี้ยทิซิมก็ได้สติ นางเปาสีรีบจัดอุ่นสุราอาหาร กับแกล้มแล้วใส่ถาดให้เอี้ยทิซิมยกออกไป
แต่พอสามีจะก้าวพ้นออกประตูห้อง นางเปาสีซึ่งมีความห่วงใย ฉุกนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง
จึงรีบเรียกให้เอี้ยทิซิมหยุดก่อน เสียงนั้นเบาพอฟังได้ยินกันเฉพาะสองคน
พวกนางก้าวไปที่ผนังตึกดึงมีดสั้นที่แขวนอยู่กับฝักออกมา มันเป็นมีดสั้นซึ่งมีความยาวประมาณฯเจ็ดนิ้ว
ส่งแสงขาวเป็นวาววับมันปลาบเมื่อเปลือยคมออกจากฝัก เดินมาส่งให้เอี้ยทิซิมแล้วว่า
"พี่ท่านเอาเหน็บไว้กับตัวด้วยก็จะดี"
เอี้ยทิซิมรีบมีดจากนางมาเหน็บไว้ที่เอว โดยไม่พูดจาแล้วผละออกมาข้างนอก
อ้างอิง : มังกรหยกภาค 1 เล่มที่ 1 แปลโดย จำลอง
พิศนาคะ สนพ.บันดาลสาส์น 2517 |