|
เนื้อเรื่องย่อ
:
๑
ขอทานน้อยแห่งเมืองคาเหลียง
อันเมืองไต้เหลียงนั้นแต่เดิมทีตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอึ้งฮ้อ
และต่อมาในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเรียกว่า "เมืองคาเหลียง" ซึ่งก็คือเมืองไคฮงฮู้ในมณฑลซัวตังปัจจุบันนี้
แม้ว่าเมืองนี้ได้เคยเป็นราชธานีมาหลายครั้งหลายคราวแล้ว แต่นิสัยใจคอของชาวเมืองนั้นยังคงซื่อสัตย์
เสียงเพลงครวญกำสรวลถึง วีรบุรุษผู้กล้าหาญ ในสมัยโบราณยังมิได้รางเลือนหายไปจากปากของชาวเมืองนี้
ณ ที่ห่างจากประตูกำแพงเมืองไคฮงฮู้ไปทางเบื้องตะวันออกสิบสองลี้ มีตลาดเล็กๆแห่งหนึ่ง
เรียกกันว่าตลาดโหวล้ำจิ๊บ ในเวลาพลบค่ำของวันหนึ่ง พวกชาวบ้านนอกที่อยู่หมู่บ้านอื่นซึ่งได้หาบสินค้ามาขาย
บางคนที่หาบหามก็พากันหาบหาม บางคนที่หิ้วตะกร้าต่างคนพากันรีบเดินทาง กลับคืนสู่เคหะสถานที่พักอาศัยแห่งตน
ทันใดปรากฏเสียงฝีเท้าม้าดังสับสนมาจากเบื้องตะวันออกเฉียงเหนือ นั่นคือถนนหลวงที่ตัดผ่านมาสู่กลางตลาดโหวล้ำจิ๊บ
มีผู้คนกับพ่อค้าสัญจรไปมามากมาย ดังนั้นเมื่อมีคนควบม้าไปมา จึงมิมีผู้ใดสนใจด้วย
แต่เมื่อแว่วเสียงฝีเท้าม้ายิ่งม้าก็ใกล้ทุกที ในที่สุดคือกองม้าใหญ่กองหนึ่งอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีผู้คนผู้คนกับม้าจำนวนสองร้อย
นั่นแหละชาวบ้านร้านตลาดจึงเริ่มต้นตื่นเต้นประหลาดใจ มีแต่เสียงฝีเท้าม้าที่โลดแล่นโจนทะยานเข้ามา
ในที่สุดผู้ขับขี่ได้บังคับให้ม้าโลดแล่นตรงมาอย่างรวดเร็ว คนทั้งปวงต่างมองดูหน้ากันแล้วบอกว่า
"เห็นทีคงจะเป็นพวกทหารหลวงพากันมาถึงแล้ว"
และมีบางคนบอกว่า "รีบพากันหลีทางหนีไปเถิด เมื่อพวกทหารหลวงควบขับม้าพุ่งตรงเข้ามา
เตะถูกหาบคว่ำกระเด็น เมื่อนั้นก็แย่มากทีเดียว หรือมิฉะนั้นก็จะถูกม้าเหยียบตาย
ยังจะมีชีวิตรอดได้อย่างไรกัน ?"
ในท่ามกลางเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง ยังปะปนสอดแทรกด้วยเสียงหลอดเขา ได้ดังประสานรับกันทั่วทุกทิศทาง
ในที่สุดมีแต่เสียงหลอดเขาดังล้อมรอบไว้หมดทุกด้าน เสมือนดั่งหนึ่งว่าตลาดโหวล้ำจิ๊บแห่งนี้ได้ถูกห้อมล้อมไว้อย่างสิ้นเชิงเสียแล้วเช่นนั้น
บรรดาคนทั้งปวงต่างตื่นตกใจจนหน้าซีดเผือด มีบางคนที่มีความรู้เห็นมาก ก็มิวายที่จะนึกรำพึงอยู่ในใจว่า
"ชะรอยคงเป็นพวกโจรผู้ร้ายหรือนี่ ?"
ลูกจ้างภายในร้ายขายของเบ็ดเตล็ดยี่ห้อฮ่ออานคนหนึ่งแลบลิ้นออกมาพูดว่า
"โอ๊ย ! คงจะเป็นพวกพี่ชายเรามากันแล้ว"
เสมียนแซ่เฮ่งมีหน้าซีดขาว เงื้อมืออันอ้วนอวบข้างหนึ่งที่กำลังสั่นเทาขึ้นมา
ทำท่าจะทุบลงไปบนกบาลของลูกจ้างคนนั้นให้ได้ ส่วนปากร้องตวาดออกมาว่า
"ไอ้ชาติชั่ว ! คนอย่างเจ้าพูดจาหาได้มีสิริมงคลอันใดไม่ ยังจะใช่พี่ชายหรือน้องชายอะไรที่ไหนกัน
? ถ้าหากกลายเป็นไอ้พวกโจรวายร้ายเหล่านั้นมาเป็นความจริงแล้ว เมื่อนั้นตัวเจ้ายังจะมี
ชีวิตอีกหรือ
? แต่ถ้าจะกล่าวกันอีกอย่างหนึ่ง ยังไม่เคยได้ยินเลยว่าในเวลากลางวันแสกๆอย่างนี้จะมีคนกล้าอุกอาจทำการปล้นสะดมอย่างนี้เลย
อุ๊ย ! นี่ก็คงจะเป็นเรื่องร้ายเสียมากกว่า
.."
เมื่อเขาพูดออกมาได้เพียงครึ่งหนึ่ง แม้ว่าปากยังคงอ้าค้างอยู่ แต่ไม่มีเสียงพูดออกมา
สายตาของเขามองเห็นม้าที่อ้วนพีแข็งแรงสี่ห้าตัว วิ่งถลันเข้ามาจากทางด้านตะวันออกของตลาด
ผู้ที่อยู่บนหลังม้าแต่ละคนสวมเสื้อผ้าสีดำตลอดร่าง บนศีรษะสวมหมวกกุ้ยเล้ยที่สานด้วยใบไผ่
ในมือของแต่ละคนกวัดแกว่งมีดดาบที่ขาวเป็นมันปลาบ ร้องตะโกนบอกว่า
"พวกชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลาย ขอให้ทุกคนจงหยุดยืนอยู่ในที่เดิมของตน
ถ้าผู้ใดขืนขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย จงอย่าได้ตำหนิมีดดาบที่มันจะไม่เกรงใจใครเลย"
ผู้คนหลายคนเหล่านี้ตะโกนบอกพลาง และควบม้าไปทางตะวันตก เสียงเกือกม้าเหล็กกระทบกับแผ่นกระเบื้องสีเขียว
ทำให้จิตใจของคนทุกคนสั่นเต้นด้วยความหวาดกลัว
ยังไม่ทันที่เสียงเกือกม้าจะจางหายไป ทางด้านตะวันออกก็มีม้าวิ่งถลันเข้ามาอีกเจ็ดแปดตัว
บุรุฉกรรจ์ที่อยู่บนหลังม้าแต่ละคนสวมใส่เสื้อผ้าสีดำตลอดร่าง เช่นเดียวกันกับสวมหมวกกุ้ยเล้ยที่หลุบปีกหมวกต่ำลง
จนกระทั่งมองมิเห็นหน้าตาได้ถนัด ผู้คนเหล่านี้ร้องตวาดลั่นเหมือนกันว่า
"จงอย่าขยับเขยื้อนเชื่อฟังกันแต่โดยดี เมื่อนั้นก็จะไม่มีเรื่องราวอันใดเกิดขึ้น
แต่ถ้าผู้ใดต้องการลิ้มรสคมมีด จงออมกาเถิดอย่าได้เกรงใจกันเลย"
ลูกจ้างในร้านขายของเบ็ดเตล็ดยี่ห้อฮ่ออานคนนั้นนับว่าใจกล้ามาก ส่งเสียงหัวเราะบอกว่า
"คมมีดมีรสชาติเป็นอย่างไร
."
คนผู้นี้เป็นคนพูดน้อย แต่เมื่อนึกจะพูดให้เป็นเรื่องตลกชวนขำ จึงหาได้ทราบไม่ว่ายังมิทันที่จะสิ้นเสียงคำพูด
บุรุษฉกรรจ์ที่อยู่บนหลังม้าเหลืองเบื้องซ้ายคนหนึ่ง เงื้อแส้ขึ้นสะบัดฟาด
ปรากฏเสียงดังเฟี้ยวฟับครั้งหนึ่ง ปลายแส้ได้พุ่งปราดเข้ามาภายในร้าน ตรงเข้ากระหวัดรัดคอลูกจ้างคนนั้นไว้
ถัดจากนั้นแส้ถูกกระตุกครั้งหนึ่ง มีเสียงปึงปังลูกจ้างคนนั้นถูกฉุดกระชากออกมาล้มฟาดนอนอยู่กลางถนน
บุรุษผู้นั้นควบขับม้าวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจึงลากลูกจ้างคนนั้นติดตามหลังม้าไปด้วย
ม้าที่อยู่ด้านหลังอีกตัวหนึ่ง วิ่งติดตามมาทันถึง เท้าข้างหนึ่งของม้าเหยียบย่ำลงไปครั้งหนึ่ง
เสียงลูกจ้างคนนั้นร้องครวญครางออกมา ซึ่งได้ถึงแก่ความตายทันที
บรรดาผู้คนที่อยู่ข้างเคียงได้มองเห็นคนเหล่านี้กระทำการอย่างดุร้ายกำแหงหาญ
ยังจะมีผู้ใดกล้าบังอาจขยับเขยื้อนอีกหรือ ? มีคนบางคนนึกอยากไปปิดประตูร้านแต่ทว่าขณะนี้เท้าทั้งสองข้างของตนคล้ายถูกตะปูตอกติดตรึงอยู่กับพื้นเช่นนั้น
ได้แต่สั่นเทาตลอดร่าง เรื่องที่จะให้เขานิ่งเฉยก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะทำไดเสียแล้ว
ที่หน้าร้านขายของเบ็ดเตล็ดยี่ห้อฮ่ออาน ถัดไปอีกหกคูหา คือร้านขายขนมแห่งหนึ่ง
น้ำมันร้อนในกะทะกำลังเดือดพล่านดังฉ่าๆ บนตะแกรงเหล็กมีขนมที่ทอดแล้ววางอยู่
๗ หรือ ๘ ชิ้น ชายชราหลังค่อมคนหนึ่งกำลังก้มร่างปั้นคลึงแป้งสาลี ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมเล็กๆอย่างแช่มช้า
แล้วจึงกดทับก้อนแป้งกลมๆเหล่านี้ให้แบนแผ่ออกเป็นแผ่นกลมเหมือนดั่งหนึ่งว่ามิได้รู้เห็นกับเหตุการณ์อันน่าสลดใจกับน่าหวาดกลัวที่เบื้องหน้านี้เลย
ชายชราเอาใบหอมที่หั่นเป็นฝอยโรยลงบนแผ่นแป้งและหยิบมุมจีบขึ้นมาพับไว้ข้างบน
หลังจากนั้นจึงเอานิ้วมือขยุ้มเอาเม็ดงาที่อยู่ในชามดินเคลือบ โรยลงบนแป้งหลังจากนั้นใช้คีมเหล็กคีบจับวางไปผิงในเตาผิง
ขณะนี้เสียงหลอดเขาที่อยู่โดยรอบบริเวณแห่งนั้นเงียบสนิทลง และม้าก็ไม่ได้วิ่งอีกแล้ว
ภายในตลาดที่มีผู้คนอาศัยอยู่เจ็ดร้อยหรือแปดร้อยคนแห่งนี้ ได้เงียบสงัดปราศจากสรรพสำเนียงอันใด
แม้แต่ทารกที่กำลังร้องไห้ยังถูกบิดามารดาใช้มืออุดปากไว้ ไม่ยอมให้มีเสียงดังออกมาแม้แต่น้อย
คนทุกคนต่างกลั้นลมหายใจไว้ มีแต่เสียงรองเท้าหนังที่เหยียบย่ำดังกึกๆ มาจากทางถนนด้านตะวันตก
การเดินของคนผู้นี้เชื่องช้ามากทีเดียว เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้งแต่ละครั้งเสมือนดั่งหนึ่งได้เหยียบย่ำลงบนหัวใจของแต่ละคน
เสียงฝีเท้าค่อยใกล้เข้มามาทุกทีขณะนี้ดวงตะวันกำลังเลื่อนลับจมหายไปจากเหลี่ยมเขาแล้ว
เงาร่างของบุรุษร่างหนึ่งยาวเหยียดทอดจับอยู่บนพื้นถนน และได้เขยิบเข้ามาใกล้ตามจังหวะฝีเท้าอย่างช้าๆ
บนถนนกลางตลาดโหวลำจิ๊บแห่งนี้ ดูเหมือนว่าทุกคนต่างคนได้แต่ตกใจจนตะลึงงัน
มีแต่ชายชราที่ทำขนมขายผู้นั้นคนเดียวที่ยังคงง่วนผิงขนมของตน เสียงร้องเท้าหนังได้มาหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าขายขนม
แห่งนั้นอย่างกระทันหัน บุรุษผู้นั้นเพ่งพินิจพิเคราะห์ดูชายชาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าทันใดก็ส่งเสียงหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียมออกมาสามครั้ง
ชายชราค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา จึงเห็นผู้ที่ปรากฏตนอยู่ที่เบื้องหน้าตนมีรูปร่างสูงใหญ่ยิ่งนัก
ประมาณอายุได้สี่สิบห้าหรือสี่สิบหกปีราวๆนั้น ใบหน้าขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนผิวมะกรูด
แม้ว่านัยน์ตาเล็กแต่มีแววเป็นประกายกล้าแข็ง
ชายชราที่ทำขนมพยักหน้าทักทายว่า "ท่านจะซื้อขนมหรือ ? ขนมชิ้นหนึ่งอีแปะหนึ่ง"
ชายชราหยิบคีมเหล็กคีบเอาขนมที่สุกร้อนกรุ่น ออกมาชิ้นหนึ่ง วางไว้บนไม้กระดานสีขาว
บุรุษร่างสูงผู้นั้น คำรามเสียงเหี้ยมเกรียมออกมาครั้งหนึ่ง พูดว่า
"เอามานี่"
ถัดจากนั้นก็ยื่นมือขวาออกไป
ชายชราผู้นั้นหรี่ตาบอกว่า "ทราบแล้ว"
ชายชราหยิบขนมชิ้นหนึ่งที่ผิงสุกใหม่ๆ วางลงบนฝ่ามือบุรุษร่างสูง
บุรุษร่างสูงเลิกคิ้วทั้งคู่อย่างกระทันหัน ร้องตวาดออกมาด้วยความโกรธว่า
"จนกระทั่งถึงเวลาเดี๋ยวนี้ เจายังกล้าบังอาจยั่วเย้าเราอีกหรือ ?"
บุรุษร่างสูงขว้างขนมชิ้นนั้นตรงไปยังชายชรา มีเสียงหวือครั้งหนึ่ง ขนมลอยแหวกไปในท่ามกลางอากาศด้วยกำลังลมอันแรงกล้า
แม้ว่าขนมอ่อน แต่เมื่อถูกขว้างในครั้งนี้ย่อมมีกำลังแรงกล้ามิใช่น้อย ถ้าหากขว้างถูกบนใบหน้า
คงจะต้องได้รับบาดเจ็บเป็นแน่
ชายชราผู้นั้นเบี่ยงศีรษะหลบอย่างแช่มช้า ประจวบเหมาะกันกับขนมชิ้นนั้น ได้ลอยเฉียดข้างใบหน้าของเขาไป
มีเสียงดังป๊อกครั้งหนึ่ง มันได้ตกลงบนริมกระเบื้องหินข้างรางระบายน้ำ
อ้างอิง : มังกรทอง เล่ม 1 แปลโดย จำลอง พิศนาคะ สนพ. เพลินจิตต์ 2510 |