มหาราชบู๊ลิ้ม

บรรลือสาส์น 2507 (เล็ก)
บรรลือสาส์น 2507 (ใหญ่)

ผู้แต่ง : จูกัวะแชฮุ้น ผู้แปล : เทียร จันทรา
จำนวนเล่มจบ : 16 เล่มจบ (เล่มเล็ก) - สนพ.บรรลือสาส์น - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2507
จำนวนเล่มจบ : 2 เล่มจบ - สนพ.บรรลือสาส์น - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2507
ข้อมูลเพิ่มเติม :


 

Youtube


เนื้อเรื่องย่อ (ได้รับความเอื้อเฟื้อจากท่าน วัวน้อยเจ้าปัญญา ต้องขอน้อมคารวะ 1 จอก มาที่นี้อีกครา)

บทนำ

บูรพา ประจิม ทักษิณ อุดร ! นี่หมายถึงอะไร

อักษรทั้งสี่นี้ ใช้เลือดอันแดงสดเขียนขึ้นอยู่ในหุบเขาอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง นั่นคือเขาลักพ้วนซัวแห่งมณฑลกำซก ซึ่งอยู่ทางทิศพายัพของพื้นแผ่นดินใหญ่ในยามฤดูใบไม้ผลิ

วาระนี้ หากอยู่ทางใต้ของแม่น้ำแยกซีเกียง ทุกชีวิตภายใต้ขอบฟ้าอันสดใส จะสุขสดชื่นร่าเริงไปทั่วกัน ต้นหญ้าเขียวชอุ่นขึ้นแข่งกับดอกไม้ที่แย้มบาน ผีเสื้อหลากสีบินร่อนถลาอยู่ตามเกสรดอกไม้ เสียงร้อยจ๊อกแจ๊กของนกน้อยไพเราะหูยิ่ง ร้องเรียกให้มนุษย์ทั้งหลาย ตื่นจากการนอนขดตัวในฤดูหนาวต้อนรับความสดชื่นแจ่มใสของดินฟ้าอย่างเบิกบาน

แต่ทว่าพื้นดินแห่งนอกเขตชายแดนนี้ หิมะเพิ่มละลายไปหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพแห้งแล้งไมมีชีวิตชีวา

บูรภา อักษรตัวใหญ่ที่เขียนด้วยเลือดแกดงบนก้อนหินใหญ่ ได้มีหัวกะโหลกวางอยู่เก้าอัน

ประจิม อักษรที่เขียนขึ้นด้วยเดียวกันนั้น มีจานใบใหญ่วางอยู่ ภายในจานนั้นมีใบหูของมนุษย์หลายคู่ดองเกลือไว้

ทักษิณ อักษรสีเลือดตัวใหญ่ที่เขียนอยู่บนก้อนหิน ได้มีกระบี่ประกายแวบวาบปักอยู่พร้อมด้วยตะขอเหล็กดำนิลอันสั้น

อุดร ทางทิศนี้คงมีแต่ตัวอักษรที่เขียนด้วยเลือดสีแดงสด ปราศจากสิ่งของใด ๆ วางอยู่

ยามราตรีอันดึกดื่น ทั่วพื้นแผ่นดินเงียบสงัด แต่เขาลักพ้วนซัวนี้ คงมีเสียงสัตว์คำรณกู่ร้องอยู่ไม่ขาดระยะ พร้อมด้วยเสียงกระแสลมโหมกระโชกดัง ฮู่ ฮู่

ทางด้านทิศตะวันออกของหุบเขาเป็นป่าไม้หนาทึบแห่งหนึ่ง ภายในพงทึบมีเสียงร้องเพลงดังแว่วอยู่เรื่อย ๆ

ทางด้านตะวันตกเป็นผาหินอันสูงชัน บนผาหินนั้นมีเสียงเคาะไม้ดังเป็นจังหวะ

ทางใต้ของหุบเขานี้เป็นเหวลึกแห่งหนึ่ง ภายใต้ก้นเหวมีเสียงท่องมนต์ดังขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนทางด้านเหนือเป็นทางเล็กที่เปลี่ยวร้าง คงเงียบสงัดอยู่ มีแต่แสงเดือนสาดส่องอยู่อย่างสว่างไสว

ฉับพลันนั้น เสียงทั้งหลายที่แว่วอยู่ทางสามด้านเงียบลงทันที ชั่วอึดใจหุบเขาที่กล่าวนี้ก็ได้ปรากฏเงาร่างมนุษย์ขึ้นสามคน

ผู้ที่ยืนอยู่ทางบูรพาเป็นนักพรตวัยราวหกสิบปี ยืนอยู่ด้วยท่าทีสง่า อีกผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ทางประจิมคือชายฉกรรจ์ร่างทมึน มีน้ำเต้าสีแดงใบใหญ่สะพายอยู่ข้างหลัง ข้างตัวอักษรใหญ่ทางทักษิณก็ได้มีแม่ชีวัยชรายืนอยู่

นักพรตผู้อยู่ทางอักษรบูรพาสีเลือดทอดสายตามองไปรอบ ๆ เอ่ยพูดขึ้นก่อนว่า “ พวกเราตังย้งเมี้ยวเต๋า (นักพรตบูรพากามฉันท์) นำฮวงศูยณี้ (แม่ชีทักษิณนิทรา) ไทรฮักจิ้วซิ้น (เทพเจ้าประจิมสุรา) ปักบ๊วนกุ้ยโช้ว (ภูตยมอุดร) ซึ่งชาวบู๊ลิ้มได้ยกย่องเป็นสี่ผู้วิเศษแห่งพื้นพสุธา (สิ่นจิวสีอี๋) มีวิชาการความสามารถเทียบปานกัน หลายครั้งที่เคยประลองมา ก็ไม่อาจรู้รู้ชนะได้ ฉะนั้นเราทั้งสี่จึงได้นัดหมายกันไว้ว่า สิบปีต่อหนึ่งครั้ง ต่างต้องไปค้นคว้าเอาสิ่งของวิเศษที่หายากมาเปรียบเทียบกัน หากสิ่งของผู้ใดมีมูลค่าเหนือสุด คนผู้นนั้นก็มีสิทธิ์ออกคำสั่งให้อีกสามคนปฏิบัติกิจงานตามความต้องการภายนระยะสิบปี จนกว่าการแข่งขันครั้งต่อไปจะเริ่มขึ้นใหม่ ระยะการแข่งขันของสิบปีก่อน ก็ถูก ซึเบ๊เชาผู้มีสมญาว่าจวบซีค่วงเซง (ผู้เริงรมย์นภาลัย) มาก่อกวนทำให้ล้มเลิกโครงการที่ตั้งไว้ จนกระทั่งถึงวันนี้ได้มาชุมนุมทอีกครั้งหนึ่ง ณ เขาลักพ้วนซัวนี้ เหตุใดจึงมองไม่เห็นปักบ๊วนกุ้ยโซ้ว (ภูตยมอุดร) ด้วย

ขณะนั้น ไทรฮกจิ้วซิ้น (เทพเจ้าประจิมรินสุรา) ก็เหลือกตาพูดขึ้นว่า “ ตังย้งเล่าเต๋า ท่านคงใฝ่ใจอยู่กับกามรส สติไม่อยู่กับตัว หากปักบ็วนกุ้ยโซ้วมิได้มาถึงที่นี่ก่อน อักษรเลือดัวใหญ่ที่เขียนอยู่นี่เป็นการกระทำของใคร ”

ตังย้งเมี้ยวเต๋าหน้าชาขึ้นทันที แหงนหน้ามองดูดาวเดือนบนนภา มิโต้ตอบว่ากระไร

นำฮวงศูยณี้พูดขึ้นว่า “ ขณะนี้ยังมิถึงเวลาเที่ยงคืน ซึ่งยังมิครลเวลากำหนดของเรา ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วจะต้องมาตามเวลานัดหมายที่สิบปีมีขึ้นหนึ่งครั้ง ”

ฉับพลันนั้น ก็มีเงาคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นอยู่บนทางเล็ก ๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะอันเย็นชาว่า “ ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วย่อมไม่ลืมการนัดหมายครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้มาตามเวลาแล้ว มิทราบท่านทั้งหลายจะนำสิ่งของใดอันประหลาดน่ามหัศจรรย์มาด้วย ”

น้ำเสียงที่พูดนั้นช่างเยือกเย็นประดุจน้ำแข็ง แต่การเคลื่อนไหวร่างว่องไวรวดเร็วกระไรยิ่ง

ตังย้งเมี้ยวเต๋า ไทรฮกจิ้วซิ้นและนำฮวงศูยณี้ ต่างรู้สึกมีเงาแว่บขึ้นอยู่ตรงหน้า ก้อนหินใหญ่ซึ่งเขียนตัวอักษรไว้ว่าอุดรนั้น ก็ปรากฏผู้เฒ่าร่างใหญ่ หน้าอัปลักษณ์ปล่อยผมยุ่งเหยิงกระจายขึ้น มือซ้งได้ถือกล่องไม้สี่เหลี่ยมใบหนึ่งยืนหันหน้ากับนำฮวงศูยณี้

ตังย้งเมี้ยวเต๋ายิ้มพูดว่า “ เมื่อพวกเราได้มาพร้อมเพรียงกันแล้ว ก็เริ่มการแสดงของวิเศษแต่บัดนี้เถิด มาตรแม้นวิธีการแข่งขันของเรานี้ดูดุจจะไม่ยากลำบากเพียงไหนแต่เนื่องด้วยเกียรติยศของสี่ผู้วิเศษแห่งพื้นพสุธา จำพวกเพชรจินดามรกต ที่สามัญชนทั้งหลายใฝ่คว้าหานั้น เมื่อตกอยู่ในสายตาของพวกเรา กลับเป็นขี้เถ้าอันไร้ค่า ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงนำเอา …”

นักพรตบูรพากามฉันท์ชี้มือไปยังหัวกะโหลกทั้งเก้ากล่าวด้วยความภูมิใจว่า “ หัวกะโหลกทั้งเก้าอันนี้ได้ตัดจากบนไหล่ของผู้มีวิชาการยอดเยี่ยมลือนามอยู่ในวงบู๊ลิ้มปัจจุบันนี้ สองอันที่วางอยู่ถวหน้านี้เป็นของหลวงจีนเทียวติ๊น ผู้เป็นหัวหน้าตำหนักตักม้ออี่ (ตำหนักฝึกสอนวิขาการ) แห่งอารามเสียวลิ้มยี่ และหลวงจีนฮวกปุ้น ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าตำหนัก ชั้งเกงเกาะ (หอเก็บคัมภีร์) แห่งอารามเสียวลิ้มยี่เข่นกัน ส่วนอีกสามอันในแถวสองนี้เป็นของตังไฮ้ซาเกี่ยม (สามนักกระบี่แห่งทะเลบูรพา) อันที่นึ่งเป็นของโตว่เข็งกือสือ (นักล่าปลาวาฬ) ถัไปเป็นของสิ่นสึ่งซินแส (ซินแสนักคำนวณ) และซีทู่ซิ่ว ผู้มีสมญาว่า ตุยฮุ้งอักแขะ (มนุษย์ร้ายล่าวิญญาณ) ผู้ที่ชาวบู๊ลิ้มทุกเหล่าแห่งภาคพั้นแผ่นดินนี้ต่างเกลียดขักนักหนา

นำฮวงศูยณี้ท่องมนต์เบา ๆ ออกมาคำหนึ่ง เบิ่งตาที่มึนซึมขึ้นเล็กน้อย สั่นศรีษะเอ่ยขึ้นว่า “ หัวกะโหลกที่ท่านนำมานี้ แม้จะเป็นสิ่งที่หามาได้ยาก แต่ก็รู้สึกโหดเหี้ยมทารุณไปหน่อย พระผู้เป็ฯเจ้าคงไม่เห็นพ้องด้วยอันโตว่เข็งกือสือ และตุยฮุ้งตักแขะสมควรแล้วที่ต้องรับโทษฐานเช่นนี้ แต่สำหรับซินแสนักคำนวณผู้นี้เป็นผู้สุภาพอ่อนโยน ปราศจากการชิงดีชิงเด่นกับคนผู้ใด คอยแต่สร้างบุญกุศลช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก เหตุใดจึงต้องโดนมือมัจจุราชของท่านด้วย และทั้งยังสังหารสองนักบวชแห่งอารามเสียวลิ้มยู้ตัดขาดจากโลกแล้ว... ”

ตังย้งเมี้ยวเต๋าไม่คอยให้นำฮวงศูยณี้กล่าวจบ ก็หัวเราะร่าพูดขึ้นว่า “ ยายชี้นี้เสมือนเสือมากินเจ แสดงเป็นผู้มีจิตเมตตาอารี ชาวบู๊ลิ้มทั้งหลาย่อยมรู้ดี สี่ผู้วิเศษแห่งพื้นพสุธานั้นทำสิ่งใดตามใจชอบ สามารถฆ่าสังหารคนผู้ใดที่ขัดขืนการกระทำ ตามอันมึนซึมของท่านทั้งคู่หากลืมขึ้นเมื่อไรแล้ว ก็หมายถึงจะละเลงเลือดภายในระยะห้าก้าวและหัวกะโหลกที่ข้าพเจ้าสรรหามานี้ หาใช่ล้วนเป็นผู้มีคุณธรรมไม่ หัวกะโหลกทั้งสี่ที่อยู่ชั้นสุดท้ายนี้เป็ฯสมุนของเจงซู่บุ้น ผู้มีสมญญษว่าเทียนม้อนึ่ง (นางมายาวี) ซึ่งลือชื่อในวงบู๊ลิ้มแห่งยุค ตั้งสำนักโจรขึ้นที่เขาเกาเล้าซัว

ไทรฮกจิ้วซิ้น (เทพเจ้าประจิมรินสุรา) ปรบมือหัวเราะร่ากล่าววาจา “ ตังย้งเล่าเต๋า คาดไม่ถึงเลย เราเกิดมีความคิดตรงกัน ท่านได้เป็นมือมัจจุราชของชีวิตหัวกะโหลกทั้งเก้านี้ แต่ข้าพเจ้ากลับได้ไปรังควานพวกพระมาลาแห่งเมืองทิเบต... ”

ตังย้งเมี้ยวเต๋าขมวดคิ้ว ทอดสายตามองไปยังใบหูคนจานใหญ่ ถามขึ้นว่า “ อันวิขาการของพระลามาแห่งเมืองทิเบตนั้น นับว่าอารามปวยเล้งยี่ (อารามมังกรบิน) เป็นเยี่ยมที่สุด ใชหูในจานของท่านนี้จะเป็น... ”

ไทรฮกจิ้วซิ้นดึงจุกลูกน้ำเต้าสีแดงที่สะพายอยู่ข้างหลังอ้าปากสูบลมเต็มแรง สุราที่บรรจุอยู่ในลูกน้ำเต้าพุ่งขึ้นเป็นทางกรอกเข้าปากหลายอึก เปล่งเสียงหัวเราะพูดว่า ใบหูทั้งสิบสามใบในจานนี้ มีอญุ่หกคู่เป็นขององครักษ์พระสังฆราชเจ้าแห่งอารามปวยเล้งยี่ ส่วนใบที่มีติ่งหูใหญ่เป็ฯพิเศษนั้นเป็นหูซ้ายของพระสังฆราชเจ้านั่นเอง ”

นำฮวงศูยณี้ลืมตาขึ้น ชี้มือไปยังกระบี่เล่มยาวที่มีประกายแวบวาบพร้อมกับตะขอสั้นสีดำนิลว่า “ พวกท่านต้องเสียวเวลาเสียกำลัง เพื่อหาหัวกะโหลกและใบหูของมนุษย์มาชิงความเป็นเอก แต่ข้าพเจ้าต้องใช้สมองมากจึงจะได้กระบี่และตะขออันนี้มา อันกระยี่เล่มนี้มีชื่อว่าเล้งอวน (กระบี่ถ้ำมังกร) ซึ่งสร้างขึ้นโดยอาวตี่จื้อ ในสมัยราชวงศ์จิว มีความคมเป็นพิเศษ สามารถผ่าหินตัดเหล็กได้อย่างสบาย... ”

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วสอดถามขึ้นว่า “ สำหรับตะขออันนี้คงมีมูลค่าสูงกว่ากระบี่อีก คงจะเป็นโง้วอวกกิมเกา (ตะขอทองโง้วอวก) ผู้สร้างตะขอดันนี้ถึงกับต้องใช้เลือดบุตรชายมาละลายทองพิเศษอันแข็งแกร่ง จึงจะเป็นตะขอพิเสษอันนี้ขึ้นกระมัง

นำฮวงศูยณี้พยักหน้ายิ้มเล็กน้อย

ตังย้งเมี้ยวเต๋าหัวเราะเสียงลั่นกล่าวว่า ข้าพเจ้ากับขึ้นเมาผู้นี้ สามารถเอาใบหูและศีรษะของผู้มีวิชาการเป็นเยี่ยมแห่งยุคมา ยายชีก็แหวกแนวไปค้นหาสิ่งของวิเศษที่สบสูญไปเกือบสามพันปีมาได้ ก็มีคุณค่ามิต่างกันเท่าไร มิทราบไอ้มารแก่เจ้าเล่ห์ได้หาอะไรมา หากมีคุณค่าเปรียบกันแล้ว ก็นไม่สนุกอะไร และคราวหน้าก็ยิ่งยากที่จะหาหัวข้อมาประลองกัน ”

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้ววางกล่องสีแดงในมือลง กวาดสายตาอันคมกริบ กล่าวถามขึ้นว่า “ ท่านทั้งสามเห็นสองหลวงจีนแห่งอารามเสียวลิ้มยี่ สามนักกระบี่แห่งทะเลบูรพา และพระสงฆ์ลามะแห่ทิเบต เป็นผู้มีวิชาการยอดเยี่ยมแห่งยุค แล้วยังจะมีผู้เก่งกล้าสามารถกว่านี้อีกหรือไม่ ”

ไทรฮกจิ้วซิ้นตอบว่า “ ก็มีอีกซิ อย่างเช่นเราสี่ผู้วิเศษแห่งพื้นพสุธา ก็นับเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งปัจจุบันนี้ได้ ”

ตังย้เงเมี้ยวเต๋าสอดพูดขึ้นว่า “ ยังมีเจ้งซู่บุ้นผู้มีสมญาว่านางมายาวีอีกผู้หนึ่งพอจะเทียบปานกับเราได้ ”

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วถามด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า “ ยังมีผู้คนที่เหนือกว่าพวกเรา ทั้งวิชาการและกลอุบายต่าง ๆ หรือไม่ ”

ตังย้งเมี๋ยวเต๋า ไทรฮกจิ้วชิ้น และนำฮวงศูยณี้ ตอบพร้อมกันว่า “ ฏ้มีแต่จวบซีค่วงเซง(ผู้เริงรมย์นภาลัย) ผู้อาศัยในตำหนักเสียงเชงเกงแห่งยอดเขาฮั้วซัว ”

“ ฮะ ฮะ ฮะ ” ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วหัวเราพเสียงเยือกเย็นมิผิดกับเสียงร้องของภูตผีปีศาจ พลางเปิดกล่องไม้สีแดงออกมา

ภายในกล่องเป็นศีรษะของมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งยังมีเลือดเนื้อติดอยู่ พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ ดูสิ นี่คือศีรษะของซีเบ๊เชา ซึ่งท่านทั้งสามมีความเห็นตรงกันว่า คนผู้นี้เหนือกว่าเราสี่ผู้วิเศษแห่งพื้นพสุธา ”

นำฮวงศูยณี้ลืมตาอันมึนซึมขึ้นทันทีปรากฏแวววูบวาบ จ้องมองไปยังกล่องสีแดง เอ่ยถามขึ้นว่า “ ท่านจะอาศัยหลักฐานอันใดมาพิสูจน์ศีรษะอันนี้เป็นของซีเบ๊เชาหรือว่า... ”

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วคำรามออกจากจมูก หัวเราะเหี้ยมเกรียมว่า “ ฮึ เหตุใดยายชีจึงไม่ขอพิสูจน์หลักฐานจากอีกสองคน เจาะจงมาหาข้อเท็จจริงกับข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว เอาละ ความจริงย่อมหนีความจริงไม่พ้น ทองที่แท้ย่อมไม่ละลายในไฟอันร้อน มาตรแม้นเลือดเนื้อศีรษะอันนี้จะเน่าเปื่อยจนจำโฉมมิได้ แต่สำหรับพัดกฤษณาเล่มนี้และขลุ่ยมรกตอันนี้ พวกท่านคงจำได้ดีว่าซีเบ๊เซาได้พกติดตัวอยู่ตลอดเวลา ”

พอกล่าวจบก็ล้วงเอาพัดสีม่วงเข้มเล่มหนึ่ง และขลุ่ยมรกตออกมาวางอยู่ในอุ้งมือ

คนทั้งสามจำได้ทันที อันสิ่งของสองชนิดนี้ ซีเบ๊เซาได้พกติดตัวอยู่เสมอ จึงอุทานออกมา ยกย่องในความเก่งกาจสามารถของภูตยมอุดรผู้นี้

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วหัวเราะออกมาอย่างภาคภูมิใจ จับจ้องตามองดูคนทั้งสาม ถามขึ้นด้วยท่าทีอันโอหังว่า ” ว่าไงศีรษะของซีเบ๊เซาผู้นี้จะสามารถให้ข้าพเจ้าเป็นเอกการประลองในวันนี้ไหม ”

ด้วยศักดิ์ศรีของสิ่นจิวสีอี๋ (สี่ผู้วิเศษแห่งพื้นพสุธา) มาตรว่าตนทั้งสามจะมีความฉงนสนเท่ห์อยู่บ้าง แต่เมื่อมีสิ่งของประจำตัวของผู้เริงรมณ์นภาลัยมาให้เห็นเช่นนี้ก็จำต้องจำนนโดยดุษณี

ไทรฮกจิ๊วซิ้นเป็นผู้กล่าวแทนขึ้นว่า “ เรามิต้องขอพิสูจน์ความเท็จจริงของศีรษะอันนี้ เพียงแต่พัดกฤษณาและขลุ่ยมรกตของประจำตุวทั้งสองสิ่งของซีเบ๊เซา ซึ่งท่านสามารถนำมาแสดง ณ เขา ลักพ้วนซัวในวันนี้ พวกเราก็ยอมให้ท่านเป็นเอกในครั้งนี้ เอาเถิด ภายในสิบปีนี้พวกเราทั้งสามนี้ จะยอมฟังคำสั่งของท่านคนละข้อตามสัญญา ”

คนทั้งสามยกมือขึ้นตั้งหว่างอก แสดงความคำนับเก็บสิ่งของที่นำมา เตรียมจะแยกย้ายกลับไป

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วตะโกนเสียงดังว่า “ ช้าก่อน เมื่อท่านทั้งสามยอมรับจำนนโดยดุษณีเช่นนี้แล้ว ยินยอมที่จะฟังคำสั่งของข้าพเจ้าตนละข้อและจะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในสิบปีนี้ เนื่องด้วยเราอยู่ห่างคนละทิศคนละทาง ข้าพเจ้าจึงของสั่งตั้งแต่บัดนี้ ”

การเคารพวาจาสัตย์นั้น เป็นคติของชาวบู๊ลิ้มทั้งหลาย ฉะนั้นตังย้งเมี้ยวเต๋า ไทรฮกจิ้วซิ้นและนำฮวงศูยณี้ จึงชะงักผีเท้าลงทันที ซึ่งทุกแคนต่างตระหนักแก่ใจ คำสั่งของเจ้าเล่ห์ผู้นี้คงยุ่งยากลำบากอย่างยิ่ง แต่ก็อาจขัดขืนได้จึงหยุดนิ่งเฉยรอคอยคำสั่งของภูตผีอุดรนี้

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วเปล่งเสียงหัวเราะเย็นเฉียบชี้มือไปยังตังบย้งเมี้ยวเต๋า(นักพรตบูรพากามฉันท์) กล่าวว่า “ ไอ้วัวแก่ชอบทำลายหญิงสามมามากมาย จึงได้มีสมญาว่ากามฉันท์ บัดนี้ข้าพเจ้าให้ท่านไปปฏิบัติปัญหาข้อหนึ่งหากสามารถทำได้แล้ว ก็จะมีอิสระทันที มิฉะนั้น ภายในระยะสิบปีนี้ท่านจะอาศัยวิชาการทำร้ายคนและใกล้ตัวหญิงผู้ใดไม่ได้ ”

ตังย้งเมี้ยวเต๋าขมวดคิ้วแน่น ตะโกนว่า “ ไอ้ผีแก่ เมื่อข้าพเจ้ายอมแพ้แล้ว ก็จำต้องปฏิบัติปัญหาของท่านภายในระยะสิบปีนี้จงบอกปัญหาของท่านมาเถิด ”

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้ว กล่าวเสียงค่อนข้างดังว่า “ ผู้เป็นนักพรตขอบเทศนาเกี่ยวกับเรื่องฟ้าสวรรค์ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านไปค้นหาสถานที่เทียนหงั่วจือเทียน (ฟ้านอกนภา)ให้ได้ มิฉะนั้นก็จะไม่มีอิสระดังที่ได้พูดไว้ ”

ตังย้งเมี้ยวเต๋าท่องรำพึงคำว่า “ เทียนหงั่วจือเทียน ” อยู่สองสามประโยค กระโจนตัวเข้าไปในป่าไม้ทึบหายลับไป

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วกวาดสายตาอันคมกริบมายังไทรฮกจิ้วซิ้น

เทพเจ้าประจิมสุราดึงจุกลูกน้ำเต้าสีแดงออก ดื่มสุราเข้าไปหลายอึก พูดว่า “ ไอ้ผีแก่ ข้าพเจ้ารู้แล้ว ท่านจะอาศัยการมีชัยในวันนี้มาทรมานพวกเรา ซึ่งเป็นสิ่งเคยชินในชีวิต คงจะคิดปัญหาให้ข้าพเจ้าปฎิบัติข้อหนึ่งหากมิสามารถทำได้แล้ว ภายในระยะเวลาสิบปีนี้ก็จะไม่ให้ข้าพเจ้าดื่มสุรากระมัง ”

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วกล่าวว่า “ ไอ้ขี้เมากล่าวมิผิดปัญหาของข้าพเจ้านั้นคือจะให้ท่านไปหาเหล้าดื่ม แต่มิใช่สุราธรรมดา สิ่งที่จะให้ดื่มนั้นก็คือจิ้วตังจือจิ้ว (ยอดสุราในเหล้า) หากมิสามารถหาได้แล้วก็ต้องทำตามดังที่ท่านกล่าว ”

ไทรฮกจิ๊วซิ้นยิ้มหน้าม่อย ขว้างลูกน้ำเต้าบนบ่าตกลงยังเหวลึก จับจ้องเพ่งมองปักบ๊วนกุ้ยโซ้วกล่าวว่า “ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะต้องตามหายอดสุราในเหล้าทั่วสุดขอบฟ้า แต่สำหรับผีแก่อย่าวางท่าโอหังเกินไป อีกสิบปีข้างหน้าอาจเป็นโอกาสของผู้อื่น ”

“ ฮะ ฮะ ฮะ ” ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วหัวเราะร่า ร่างอันสูงใหญ่ของไทรฮกจิ้วซิ้นฏ้ได้กระโจนขึ้นสู่ผาหิน หายลับไปในชั่วขณะ

ขณะนั้นหุบเขาลักพ้วนซัวคงเหลือแต่นำฮวงศูยณี้ยืนตรงข้ามกับปักบ๊วนกุ้ยโซ้วอย่างเงียบ ๆ

แม่ชีทักษิณนิทรากล่าวขึ้นว่า “ ไอ้ผีแก่ ท่านคงไม่ทารุณจนไม่ให้ข้าพเจ้าหลับนอนถึงสิบปี ”

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วกล่าวว่า “ ข้าพเจ้าห้าวนักพรตบูรพากามฉันท์ใกล้ตัวหญิงสาว ห้ามเทพเจ้าประจิมสุราดื่มเหล้า ก็จะต้องไม่ให้แม่ชีทักษิณนิทราหลับนอนเช่นกัน ”

นำฮวงศูยณี้หน้าถอดสี

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วใช้น้ำเสียงอันเฉียบแหลมกล่าวว่า “ ในชีวิตของท่านนี้เคยหลับนอนอยู่คนเดียว ฉะนั้น ปัญหาที่ข้าพเจ้าให้กับท่านนั้น คือจะให้ท่านหาคู่ครองไปร่วมนอน ”

นำฮวงศูยณี้เดือดดาลอย่างยิ่ง กระบี่และตะขอในมือยื่นแทงไปทันที

ปักบ๊วนกุ้ยโซ้วหดตัวถอยหลัง ตวาดเสียงดังว่า “ ยายชีแก่ ท่านยอมเสียวาจาสัตย์หรือ ”

การที่นำฮวงศูยณี้รุกจู่โจมปักบ๊วนกุ้ยโซ้วในเมื่อกี้เกิดจากความฉุนเฉียวที่ถูกหยามเกียรติ เมื่อถูกกล่าวว่าดังนี้ก็สะดุดใจขึ้นมาทันที ดำริว่า “ เมื่อตนเป็นฝ่ายแพ้ในการพนันครั้งนี้ก็จำต้องอดทนไว้ก่อน รอคอยโอกาสในสิบปีข้างหน้า หากโชคดีเป็นของตน สามารถนำความมีชัยแล้วก็จะได้ล้างแค้นให้สมกับความต้องการ จึงยั้งมือได้ทันที สะกดจิตใจคอยฟังคำพูดของฝ่ายตรงข้ามต่อไป

ปักบ๊วนกุ้ยซิ้วกล่างด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาเช่นเคยว่า “ ยายชีแก่จงวางใจเถิด ผู้ที่จะเป็นคู่ครองของท่านนั้นหาใช่สามัญชนไม่ ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านหาน้านเจี้ยจือน้าน (ผู้เหนือมนุษย์) เป็นคู่ครอง เมื่อท่านหาคนผู้นี้ได้แล้ว ก็หลับนอนได้ตามใจชอบ มิฉะนั้นภายในสิบปีนี้ นอกจากห้ามใช้วิชาการทำร้ายคนแล้ว และอนุญาตให้นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นนั่งเท่านั้น ”

แม่ชีทักษิณนิทรากระทืบเท้าด้วยความเคียดแค้น หินใหญ่ที่ยืนอยู่แตกกระจาย แขนทั้งสองแกว่งขึ้นกระโจนตัวดุจดังเมฆสีเทาก้อนใหญ่ ลอยตัวล่องลงสู่เหวลึก

ภูตยมอุดรยืนหัวเราะร่าอยู่ในหุบเขาเพียงคนเดียว เสียงคำรณกึกก้องฟ้าสะท่อนแว่วอยู่ทั่วอาณาบริเวณเขาลักพ้วนซัว

ต่อจากนั้นมา นักพรตบูรพากามฉันท์ได้เที่ยวหาสถานที่ฟ้านอกนภาอยู่เรื่อย เทพเจ้าประจิมรินสุราก็ค้นหายอดสุราในเหล้าทั่วทุกแห่งหนตำบล มีแต่แม่ชีทักษิณนิทรายอมรับการทรมานอยู่เป็นเวลาสิบปี เพราะไม่ยอมที่จะหาคนผู้เหนือมนุษย์มาเป็นคู่ครอง

ฉะนั้นในวงบู๊ลิ้มก็ได้บังเกิดเรื่องต่าง ๆ นานาต่อมา......


       

 

 

หอสะสมตำรา
หอสะสมตำรา (เทียร จันทรา)