|
เนื้อเรื่องย่อ
:
๑
ภัยพิบัติอำมหิต
เดือนสองในดินแดงกังหนำ เป็นฤดูกาลที่ บุปผาเบ่งบาน
สกุณาร่าเริงไพร ทิวทัศน์งามตะการปานภาพวาด
บนทางหลวงสายระหว่างมณฑลซี่ชวนกับโอ้วปัก ในยามสนธยาคราสายัณห์ อาชาพ่วงพีควบตะบึงอย่างเร่งร้อน
บุรุษบนหลังม้าเป็นนักศึกษาเสื้อขาว อายุไม่เกินยี่สิบ หน้าคมสันปานหล่อเหลาคิ้วเรียวยาวจรดจอนหู
ที่อานม้าห้อยกระบี่ยาวกับถุงสัมภาระ
บุรุษเสื้อขาว กระตุ้นม้าให้ห้อตะบึงดั่งเหินบินปากก็รำพึงเบาๆ
"เรากลับหลงใหลต่อการท่องแดนกังหนำ ลืมเลือนบิดามารดาในบ้าน น่ากลัวท่านผู้เฒ่าคงชะเง้อคอรอหา
."
ทันใด เสียงตวาดอันระคายหูแว่วออกมาจากดงไม้ข้างทาง จากนั้นเป็นเสียงสั่นระริกของอิสตรีดังว่า
"ทุกท่านต้องเข่นฆ่าให้สิ้นซากแน่หรือ? ผู้อาภัพไร้ข้ออริบาดหมางใดกับทุกท่าน
"
เสียงแหบห้าวระคายหู ตวาดสวนว่า
"อย่าได้พร่ำพิไร ติดตามพวกเราไปแต่โดยดี"
บุรุษเสื้อขาวเลิกคิ้วสูง บิดายามปกติเคยอบรมสั่งสอน ว่าขณะท่องเที่ยวในสังคมบู๊ลิ้ม
ควรผดุงคุณธรรมพิทักษ์ธัมมะ ช่วยเจือจานผู้อ่อนแอที่ถูกข่มเหง จึงรั้งบังเหียนม้า
เอื้อมมือคว้ากระบี่ยาวพลิ้วปราดจากหลังม้าสะกิดเท้าพุ่งควับไปในดงไม้ดุงหมอกควัน
ส่วนลึกในดงไม้ มือกระบี่ร่างบึกบึนสี่คน รายล้อมดรุณีนางหนึ่งไว้ นางสวมอาภรณ์แดง
รู้สึกงามสะคราญยิ่ง ยามนี้ หยาดน้ำคลอเบ้าตา หน้าผุดผาดเปี่ยมแววพรั่นพรึง
บุรุษเสื้อขาวเร้นกายเข้าไปภายในรัศมีสองวาได้ยินเสียงหนึ่งในสี่มือกระบี่แค่นหัวร่อกล่าวว่า
"นางงาม ให้เราอุ้มท่านออกเดินทางเถอะ"
บุรุษเสื้อขาวฟังจนโทสะคุกรุ่น ส่งเสียงเย็นชาไปว่า
"สหายคุกคามเพศอ่อนแอ นับเป็นลูกผู้ชายชาตรีได้อย่างไร ?"
"ผู้ใด ?"
สี่มือกระบี่ตวาดก้องหมุนกายมา พอกวาดตาเห็นลักษณะท่วงท่าผู้ที่มา พากันตะเบ็งเสียงหัวร่อขึ้นทันที
ดรุณีอาภรณ์แดงร้องดังๆว่า
"กงจื๊อโปรดช่วยผู้อาภัพ"
บุรุษเสื้อขาวกวาดสายตาไป ที่วาบเข้าสู่คลองจักษุ คือวงหน้าอันสะคราญเลิศล้ำ
กับประกายตาที่วิงวอน อดมีใจหวั่นไหวมิได้ ถามว่า
"โกวเนี้ย เป็นเรื่องราวใดกัน ?"
"ครอบครัวข้าพเจ้าทั้งแปดชีวิตล้วนประสบภัยคงเหลือข้าพเจ้าเพียงลำพัง
ฝ่ายตรงข้ามยังมิยอมละเว้น"
"เพราะเหตุใด ?"
"นายเหนือฝ่ายตรงข้ามสนใจรูปโฉมของข้าพเจ้า"
บุรุษเสื้อขาวตาสาดประกายเจิดจ้า กล่าวกับสี่มือกระบี่ว่า
"ทุกท่านจงเกื้อกูล ปลดปล่อยนางไปเถอะ"
มือกระบี่ผู้หนึ่งแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า
"ท่านกำลังเพ้อฝันไป นี่นับเป็นการแส่หาที่ตายเอง !"
กล่าวจบคำโบกมือวูบ ทั้งสี่พลันขยับกายโอบล้อมบุรุษเสื้อขาว ยึดตำแหน่งมีเปรียบคุมเชิงไว้
บุรุษเสื้อขาวหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กล่าวว่า
"พวกท่านมีความเป็นมาอย่างไร ?"
"ท่านเคยรับทราบนามเฮ็กเป้า (ประสาทดำ) มาหรือไม่ ?"
บุรุษเสื้อขาวสะท้านใจอย่างรุนแรง โพล่งไปว่า
"พวกท่านเป็นคนในประสาทดำ ? !"
ประสาทดำ (เฮ็กเป้า) เป็นขบวนการอันลึกลับในวงนักเลง แผ่อำนาจอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วพิภพจบแดน
ประกิบพฤติการณ์โหดเหี้ยมอำมหิต มิว่าผู้ใดเพียงแว่วคำประสาทดำ ก็ขวัญหนีดีฝ่อ
แต่ประสาทดำที่แท้อยู่ที่ใด? ผู้แระมุขเป็นใคร? สิบปีนี้หามีผู้ใดทราบไม่
!
มือกระบี่ที่เป็นผู้นำแสยะยิ้มกล่าวว่า
"ท่านทราบก็สายไปแล้ว !"
บุรุษเสื้อขาวคำนึงอย่างเร่งร้อน บิดาเคยกำชับว่า ยามคลุกคลีในวงนักเลง อย่าได้ตอแยกับคนในประสาทดำเด็ดขาด
หาไม่แล้วจะเป็นชนวนเภทภัย แต่ตนผู้ถือกำเนิดเป็นนักสู้ ย่อมต้องยึดมั่นคำ
"คุณธรรม" ไหนเลยจะให้ดรุณีอาภัพถูกข่มเหงตำตา ?
พอฉุกใจได้คิด ความฮึกเฮิมก็ประดัง เค้นเสียงว่า
"พวกท่านคิดทำอย่างไร ?"
มือกระบี่ผู้หนึ่งคำรามอย่างดุร้ายว่า
"ปลิดชีวิตเจ้า !"
ข้อมือสะบัดวูบ แทงปราดใส่บุรุษเสื้อขาว ท่าเพลงเผ็ดร้อนรุนแรง ประกายกระบี่ครอบคลุมจุดสำคัญที่ทรวงอกศัตรูห้าแห่ง
บุรุษเสื้อขาวกระชากกระบี่จากฝักดังควับ วาดมือกรีดเป็นครึ่งวงกลม ได้ยินเสียงตึงตังปะทะกันสนั่นหวั่นไหว
อาศัยวิชาฝีมือที่ร่ำเรียนจากบิดา ตีโต้จนฝ่ายตรงข้ามถอยร่นไปสามก้าว
"เด็กร้ายกาจ ที่แท้ก็รู้จักอยู่ท่าสองท่า"
ในเสียงตวาด มือกระบี่ที่เป็นผู้นำได้สะบัดกระบี่แทงใส่ขั้วหัวใจบุรุษเสื้อขาว
กระบี่อีกสามเล่มก็กรีดฝ่าอากาศเป็นเสียงหวีดหวิว กระหนาบซ้ำด้วยระดับความเร็วที่น่าแตกตื่นตกใจ
บุรุษเสื้อขาวเกร็งกำลังภายในแผ่เข้าสู่ตัวกระบี่ควงไปรอบกายเป็นม่านสีเงินยวง
ทุ่มเทกระบวนท่าที่รับถ่ายทอดจากบิดาไป
เสียงคมกระบี่ปะทะดังถี่ยิบ ประกายยะเยียบพลันสลายวูบ มือกระบี่ทั้งสี่กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง
อาจบางทีพลังฝีมือของฝ่ายตรงข้าม นอกเหนือความคาดหมายพวกมันใหญ่หลวงนัก
แต่นั่นเป็นเรื่องเพียงชั่ววูบ คนในประสาทดำมิมีผู้ใดมิใช่ชนชั้นชั่วร้ายเหี้ยมโหด
การถูกสยบเช่นนี้ไหนเลยจะยอมเลิกรา พากันตวาดก้อง ร่วมกันโถมใส่อีก ใช้เพลงกระบี่ที่ดุดัน
ดั่งจะฟาดฟันบุรุษเสื้อขาวแหลกลาญไปคามือ
บุรุษเสื้อขาวถูกกระตุ้นจนเพลิงอำมหิตฮือโหม กระบี่ในมือกรีดไปด้วยท่วงท่าพิสดารประหลาดล้ำ
"อ๊าก !"
เสียงแผดร้องดังโหยหวน มือกระบี่ผู้ลงมือคนแรกล้มฟุบลงไป โลหิตฉีดพุ่งจากทรวงอกดั่งน้ำพุ
มือกระบี่อีกสามคนตะลึงลานกับที่
กระบี่บุรุษเสื้อขาวชี้เฉียงลงสู่พื้น กล่าวอย่างเย็นชาว่า
"ข้าพเจ้าถูกบีบคั้นให้ฆ่าคน"
วาจามิทันขาดคำ กระบี่สองเล่มก็กรีดวาบมาทางซ้ายขวาด้วยความรวดเร็วดุจประกายไฟแลบพุ่ง
เป็นท่าไม้ตายอันเกรี้ยวกราด บุรุษเสื้อขาวใจหายวาบตนแม้ฝึกฝีมือได้มิใช่ชั่ว
แต่ขาดประสบการณ์การต่อสู้เห็นเงากระบี่สองสายแยกย้ายพุ่งมาถึงแล้ว ท่ามกลางภยันตรายที่คุกคาม
บุรุษเสื้อขาวในเมื่อมิมีทางหลบหลีกได้แต่สะบัดกระบี่ปัดป่าย พร้อมกับแทงปราดไปอย่างเสี่ยงชีวิต
เงาร่างสามสายโถมเข้าหาแล้วแยกย้ายจากกัน มือกระบี่ผู้หนึ่งล้มคว่ำลงกับพื้น
ห่าโลหิตฉีดพุ่งจากลำคอ อีกคนหนึ่งไหล่รับบาดแผลลึกถึงกระดูก
ส่วนบุรุษเสื้อขาวร่างก็ส่ายโงนเงน ข้อมือถูกกระบี่กรีดเป็นแผลยาวสามนิ้ว
โลหิตไหลซึมจนแขนเสื้อข้างหนึ่งแดงฉาน แต่ยังกำกระบี่กระสันมั่น เขม้นมองฝ่ายตรงข้ามอย่างเยือกเย็น
มือกระบี่อีกผู้หนึ่งพลันกล่าวอย่างมุ่งร้ายว่า
"มิมีผู้ใดบังอาจเป็นศัตรูกับประสาทดำ ท่านคอยดูไปเถอะ !"
ก้มลงหนีบซากศพทั้งสองซากไว้ซอกแขน ชักชวนมือกระบี่อีกคนหนึ่งถีบเท้าจากไปดั่งเหินบิน
ดรุณีอาภรณ์แดงสาวเท้ามา ย่อคารวะอย่างชดช้อยเอื้อนขึ้นว่า
"พระคุณในการช่วยชีวิต ร่างแม้แหลกลาญยังยากทดแทน"
บุรุษเสื้อขาวฉีกแขนเสื้อพันบาดแผล กล่าวว่า
"ถือกำเนิดเป็นนักสู้ ควรกระทำดังนี้ โกวเนี้ย กล่าวเกินไปแล้ว มิทราบท่านเคยร่ำเรียนวิชาฝีมือมาหรือไม่
?"
"ร่ำเรียนเพียงผิวเผิน มิอาจใช้ป้องกันตัว ขอเรียนถามนามกงจื๊อ ?"
"ข้าพเจ้าแซ่จู นามเดี่ยวว่าเชียง"
"อ้อ ข้าพเจ้าฮักเก็งฮวย"
พร้อมกับสำเนียงหยาดเยิ้มสั่นวิญญาณ ประกายตาอันลึกซึ้งเปี่ยมความหมายก็เพ่งออกมา
บุรุษเสื้อขาวจูเชียงอดพลุ่งพล่านดาลใจมิได้ พลันฉุกคิดขึ้น
"เรากำลังเร่งรุดกลับบ้าน อีกประการ บิดาเพราะหลบหลีกศัตรูจึงปลีกตัวเร้นกายในที่ลับ
คราก่อนเนื่องจากที่พำนักถูกพบพาน ถึงกับโยกย้ายหลักแหล่งสี่ครั้ง เราไหนเลยจะปั่นป่วนใจต่อเพศตรงข้ามได้
?"
จึงข่มจิตใจรวมสมาธิ กล่าวว่า
"ฮักโกวเนี้ย โอกาสหน้าคงได้พบกัน"
ดรุณีอาภรณ์แดงฮักเก็งฮวยตามีประกายพิสดารขึ้นวูบ จากนั้นกล่าวอย่างอ้อยอิ่งว่า
"กงจื๊อโปรดถนอมตัว หวังว่าคงได้พบกันอีกจริงๆ"
บุรุษเสื้อขาวจูเชียงประสานมือขึ้น ข่มใจดีดร่างออกจากดงไม้ขึ้นม้าเดินทางต่อไป
ในใจกลับบังเกิดความรู้สึกยากบรรยาย ตลอดรายทาง จูเชียงรุดลงสู่ใต้ วันที่สามบรรลุถึงเมืองหลีชวน
จากนั้นก็เป็นเทือกเขาบู๊เล้งซัว ห่างจากบ้านไม่ไกลแล้ว
พอเข้าเมืองหลีชวน ก็ไปยังร้านสุรา "ไท้แป๊ะกือ" ซึ่งเคยแวะดื่มกินเป็นประจำ
เจ้าของร้านผู้เป็นสตรีรีบดาหน้ามา แย้มยิ้มอย่างสนิทสนมจริงใจ ทักทายว่า
"กงจื๊อ ไม่พบพานมาครึ่งปีแล้ว เชิญเถอะ"
"ตั่วเนี้ย ข้าพเจ้าจะรับทานเล็กน้อย จากนั้นออกเดินทางต่อไป"
"ไยต้องร้อนรนปานนั้น โปรดรอสักครู่ เราจะจัดอาหารออกมา"
จูเชียงเลือกที่นั่งทรุดกายลงไป สั่งคนรับใช้นำสุรากับแกล้มมาดื่มกินรออาหาร
ทันใด ม่านประตูร้านถูกเลิก ชายฉกรรจ์เสื้อเขียวผู้หนึ่งถลันวูบมา แค่นหัวร่อใส่จูเชียงอย่างเยือกเย็น
จูเชียงฉุกใจได้คิดตวาดถามไป
"ทำอะไร ?"
ชายฉกรรจ์นั้นตวัดมือขึ้น ซัดวัตถุสิ่งหนึ่งใส่จูเชียง การครั้งนี้เหนือความคาดหมายยิ่งนัก
จูเชียงยกตะเกียบคีบจับวัตถุที่ซัดมา แลเห็นชายฉกรรจ์ถลันพุ่งไปแล้ว จูเชียงรีบตามออกไป
เงาคนก็หายสาบสูญไปเสียแล้ว
รู้สึกว่าสัตถุที่ใช้ตะเกียบคีบไว้มีน้ำหนักไม่เบาก้มหน้าลงมอง เห็นเป็นป้ายเหล็กสีดำรูปสี่เหลี่ยมป้ายหนึ่ง
กึ่งกลางเป็นอักษรนูนขึ้นมาอย่างสะดุดตาว่า "ตาย !"
จูเชียงหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ร้องโพล่งว่า
"ซี้ไป๊ (ป้ายมรณะ" !"
ป้ายมรณะเป็นสัญลักษณ์ฆ่าคนของประสาทดำเฉกเช่นประกาศิตพญายม ผู้ได้รับป้ายอันน่าสะพรึงกลัวนี้
นับว่าต้องตายแน่แล้ว จูเชียงคราก่อนเพียงรับฟังมา มิคาดว่าบัดนี้กลับได้รับด้วยตนเอง
จูเชียงวกกลับมาในร้านอย่างพรั่นใจ ขุมกำลังของประสาทดำน่าประหวั่นจริงๆ
คาดมิถึงว่าจะตกอยู่ในเงื้อมมือฝ่ายตรงข้ามรวดเร็วปานนี้
ฮักเก็งฮวยจะเป็นอย่างไร ? ดูท่าที ยากรอดพ้นหัตถ์ปีศาจของประสาทดำไปได้
แต่อย่างไรก็ตาม จูเชียงยามนี้ถูกความตายคุกคามแล้ว ไม่อาจพะวงถึงผู้ใดได้อีก
พั่งตั่วเนี้ย (ตั่วเนี้ยอ้วน) เจ้าของร้านลนลานออกมา พอเห็นป้ายเหล็กสีดำในมือจูเชียง
พลันกล่าวเสียงกระเส่าว่า
"ป้ายมรณะ กงจื๊อไฉนไปตอแยกับประสาทดำ ?"
"เนื่องจากช่วยดรุณีนางหนึ่งพ้นจากมือกระบี่ของประสาทดำ"
"อา นี่จะทำอย่างไร ?"
"ตั่วเนี้ยข้าพเจ้าจะเดินทางในบัดดล"
"ท่านไม่สามารถเดินทางเกินหนึ่งลี้ได้ ! ป้ายมรณะพอปรากฏเฮ็กบู๊สือ
(นักสู้ดำ) ของประสาทดำจะออกไล่ล่าเป้าหมายแล้ว"
"นักสู้ดำ ?"
"มิผิด นักสู้ดำเป็นมือเพชฌฆาตที่ประสาทดำสะสมไว้ ทุกคนมีพลังฝีมือสูงล้ำ
นิสัยใจคอชั่วร้าย อำมหิตเป็นสันดาน"
จูเชียงงงงันไปวูบ จึงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจะอย่างไรก็มิอาจรามือนั่งรอความตาย"
"กงจื๊อ ขอให้เราคิดหาหนทาง.."
"ไม่ ข้าพเจ้าไม่อาจเป็นต้นเหตุชักนำความยุ่งยากให้ม่าน"
"วาจาเหลวไหล !"
จูเชียงไม่เคยพบพั่งตั่วเนี้ยแสดงกิริยาเช่นนี้ต่อตน นางผู้เป็นสตรีเพศ ทั้งมิทราบว่าเคยฝึกปรือฝีมือมากลับรู้จักป้ายมรณะของประสาทดำ
นับเป็นเรื่องประหลาดแท้ หรือนางเป็นยอดคนผู้งำไว้ ? แต่มิว่าอย่างไรนางไหนเลยจะเอาผูกพันข้อหมางใจกับประสาทดำอันยิ่งใหญ่ได้
?
"ตั่วเนี้ย ท่านคิดอะไร ?"
"หาทางรอดให้กับท่าน"
"ท่านล้มเลิกความคิดเถอะ ชีวิตของตั่วเนี้ยกับครอบครัวไหนเลยจะเพราะข้าพเจ้า
"
"หุบปาก ท่านหากตกเข้าไปในมือประสาทดำ เรื่องตายนั้นไม่สำคัญกระไร แต่ความปลอดภัยของบิดามารดาท่านก็น่าหวั่นวิตกแล้ว
!"
จูเชียงใจเต้นผางแทบกระดอนจากปาก ตั้งแต่รู้จักพั่งตั่วเนี้ยมา นางมิเคยซักถามชาติกำเนิดของตน
ตนก็มิได้แพร่งพรายไปแม้แต่น้อย นางรู้จักบิดามารดาได้อย่างไร ? หรือนางเป็นสมุนบริวารประสาทดำ
จงใจดำเนินอุบายนี้
พลันฉุกคิดจึงส่งเสียงหนักๆว่า
"ท่านว่ากระไร ?"
พั่งตั่วเนี้ยพลันสะอึกร่างเข้าไปถึงข้างผนัง กดมือไปสามครั้งกระเบื้องปูพื้นห้องพลันแยกจากกัน
ปรากฏเป็นประตูลับบานหนึ่ง มีบันได้ศิลาทอดลงสู่ความมืดที่สายตายากจะเห็นได้
"กงจื๊อท่านลงไป ภายในมีเสบียงรับทาน สามวันให้หลังค่อยออกมาเอง !"
จูเชียงแตกตื่นตกใจยิ่ง หากการคาดคำนวณของตนมิผิดพลาด ลงไปเยี่ยงนี้ใยมิใช่เป็นตะพาบในไห
? เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นตายมิอาจไม่ถามไถ่จนกระจ่าง
"ตั่วเนี้ย ท่านเป็นชาวบู๊ลิ้ม ?"
"ไฉนพร่ำพิไรปานนี้ ท่านคิดรอความตายหรือ
"
"ข้าพเจ้ามิเข้าใจว่าท่านไฉนยอมเสี่ยงอันตรายช่วยผู้ที่ได้รับป้ายมรณะคนหนึ่ง
?"
"ภายหน้าท่านย่อมเข้าใจเอง"
"ข้าพเจ้าต้องการทราบในบัดดล"
"เวลาไม่อนุโลมแล้ว"
"อย่างนั้นอภัยที่ยากปฏิบัติตาม"
พั่งตั่วเนี้ยถลึงตาเข้าใส่ กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า
"ต้องการให้เราลงมือหรือ ?"
จูเชียงกระชากกระบี่ออกจากฝัก วาดเป็นท่วงท่าเตรียมพร้อม พั่งตั่วเนี้ยม้วนแขนเสื้อ
รั้งมือที่อวบอูมขึ้นสูง บรรยากาศพลันเขม็ง ตึงเครียด ได้ยินพั่งตั่วเนี้ยกระชากเสียงว่า
"ที่แท้ท่านจะลงไปหรือไม่ ?"
"กระทำมิได้"
พั่งตั่วเนี้ยผลักฝ่ามืออก ฟาดใส่จูเชียงดังครืนใหญ่ จูเชียงขบกรามกรอด กระบี่สะบัดฟันเฉียงๆไป
"เด็กน้อยท่านยังห่างไกลมากนัก !"
ปฏิกิริยาของนางว่องไวกว่าวาจาที่กล่าว สภาวะฝ่ามือที่ฟาดออกไม่แปรเปลี่ยน
มืออีกข้างหนึ่งยื่นออกกรีดวูบ กระบี่จูเชียงกลับถูกปิดสกัดไว้ พริบตานั้น
จูเชียงก็ถูกกระแทกหนึ่งฝ่ามือ เรือนร่างซวนเซไปอย่างเสียหลัก
"ลงไป !"
ร่างมิทันยืนหยัดมั่น พลังฝ่ามืออีกสายหนึ่ง ก็ทะลักมา จูเชียงพลันร่วงละลิ่วลงไปในประตูลับบนพื้นดินนั้น
แม้รวบรวมกำลังขัดขืนก็ปราศจากผล ตกวูบลงสู่เบื้องล่างดังโครมใหญ่ !
เสียงครืนครันดังที่เบื้องบน ประตูลับปิดสนิทเข้าหากัน จูเชียงแตกตื่นจนขวัญฝ่อ
มิคาดว่าพั่งตั่วเนี้ยจะมีพลังฝีมือสูงปานนี้ เสียทีที่ร่ำเรียนวิชาฝีมือมา
กลับไม่มีทางใช้ออกได้
ก้มลงมองเบื้องล่าง มีแต่ความมืดทมึน จูเชียงยกกระบี่คุ้มครองกาย ป้องกันว่าจะประทุษร้าย
พริ้มตาสงบจิตใจ พอลืมตาขึ้น จึงเป็นสภาพการณ์ได้อย่างเลือนราง เสือกกระบี่ขึ้นไปเบื้องบน
ประตูลับบานนั้นกลับหล่อหลอมจากเหล็กกล้า แข็งแกร่งจนยากทะลวงออกไป
ในเมื่อล่าถอยไม่ได้ จำต้องรุกหน้า จะอย่างไรเรื่องเป็นไปถึงตอนนี้ ทุกสิ่งก็ฝากไว้กับวาสนาแล้ว
จูเชียงจึงกุมกระบี่ก้าวลงบันไดศิลาไป
ลงไปประมาณห้าวา ก็ถึงขั้นสุดท้าย พอวกเข้าด้านใน เป็นอุโมงค์ราบเรียบสายหนึ่ง
จูเชียงยืนรอชั่วครู่ ไม่เห็นมีปฏิกิริยาใด จึงสาวเท้าเข้าไปอีก
ทางอุโมงค์แม้มืดมิด แต่หามีกลิ่นอับชื้นไม่ รุดหน้าไปยี่สิบวา ก็วกไปทางซ้ายมือ
เบื้องหน้าพลันสว่างวูบ แลเห็นประกายไข่มูกสาดออกจากห้องหลังหนึ่ง จึงผลักประตูเข้าไป
ประกายตายามกวาดมองเห็นเป็นห้องหับที่สะอาดสะอ้าน บนโต๊ะวางเสบียงกรังเนื้อตากแห้ง
ยังมีเหยือกน้ำบริสุทธิ์เหยือกหนึ่ง มุมห้องตั้งเตียงนอน บนเตียงมีฟูกหมอนครบครัน
จูเชียงยืนตะลึงอยู่กับที่ ตลอดทางที่มา หาได้ประสบเหตุเหนือคาดหมายไม่ หรือตนเข้าใจกุศลเจตนาพั่งตั่วเนี้ยผิดไป
? แต่นางไฉนไม่คำนึงถึงชีวิตครอบครัวมาช่วยเหลือตนเล่า ?
เสบียงกรังกับน้ำดื่มนี้ ย่อมมิได้จัดมาในยามฉุกละหุก ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ตนได้รับป้ายมรณะจนบัดนี้เป็นเวลาชั่วขณะเท่านั้น
จึงเป็นไปได้เพียงประการเดียว ห้องหับนี้เป็นที่ซ่อนกายยามคับขันของพั่งตั่วเนี้ยเอง
มิว่าอย่างไร จูเชียงตอนนี้ไม่มีทางออกไปได้ ดังนั้นสามัญสำนึกจึงพะวงนึกถงึความปลอดภัยของบิดามารดากับน้องชายน้องสาว
จิตใจร้อนรุ่มกระวนกระวายดุจไฟเผาผลาญ
โดยบังเอิญ จูเชียงพบว่าในห้องกลับติดต้องเครื่องบอกเวลา การคำนวณนับเวลาจึงไม่เป็นปัญหาเลย
ชะตากรรมของตัวเอง เป็นเภทภัยหรือวาสนา ปัจจุบันยังไม่อาจสันนิษฐานหยั่งคะเน
เสบียงกรังรับทานไปครึ่งหนึ่ง ดูเครื่องบอกเวลาภายในห้อง บัดนี้ย่างเข้าวันที่สามแล้ว
สามวันนี้ ยามนานดุจสามปี จูเชียงไม่มีความหวังว่าจะสามารถหลุดจากที่นี้
ทั้งนี้เพราะความจริงนั้นเป็นไปมิได้ แต่คนเราขอเพียงยังมีลมหายใจ ความมุ่งมาดในการคิดมีชีวิตย่อมไม่ดับสูญไป
จูเชียงออกจากห้องผ่านอุโมงค์ มาถึงหน้าประตูลับนั้น ประกายตาพอเพ่งมอง พลันปิติลิงโลดแทบคลุ้มคลั่ง
คล้ายกับปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ ขอบประตูลับมีรอยแยก แสงสว่างรอดเข้ามารำไร
จนบัดนี้ความรู้สึกที่มีต่อพั่งตั่วเนี้ยจึงกลับกลายไปสิ้น นางนั้นมีเจตนาดีจริงๆ
ตนกลับคิดเหลวไหลไป ใจจึงรู้สึกสำนึกผิด
จูเชียงสะพายกระบี่ที่หว่างเอว จากนั้นทะยานขึ้นไปถึงบันไดศิลาขั้นแรก ย่อกายลงพลิกฝ่ามือทั้งสองผนึกกำลังภายในดันขึ้นไป
ผงธุลีพลันร่วงพรู ประตูลับเคลื่อนจากที่เดิมเล็กน้อย จึงรวบรวมพลังใส่สองแขน
ผลักดันไปด้านข้างสุดแรง จนเผยออกเป็นช่องใหญ่ที่สามารถแทรกกายขึ้นไปได้
ความปลื้มปิติของจูเชียงครานี้สุดบรรยาย ยืดกายมุดอออกไป สายตาพอกวาดมอง
พลันงุนงงกับที่ไปเบื้องหน้ามีแต่ซากสลักหักพัง ท่อนไม้ไหม้เกรียม อิฐปูนแหลกลาญ
ตึกรามบ้านช่องถูกเผาผลาญกว่าครึ่งถนน !
มิน่าเล่าประตูลับจึงเกิดรอยแยก ที่แท้เกิดจากไฟเผาผลาญนั่นเอง แต่นี่เป็นการกระทำของผู้ใด
หรือคนในประสาทดำเพราะการหายสาบสูญของตน จึงระบายโทสะใส่ร้านสุรานี้ ?
อย่างนั้นพั่งตั่วเนี้ยเล่า ? คนในร้านเล่า ? ยังมีชีวิตหรือตายแล้ว ? สืบสาวถึงต้นตอ
ผู้ใดเป็นหวัวหน้าบงการ ?
จากความรันทด เสียใจ แปรสภาพเป็นเดือดดาลคลั่งแค้น จูเชียงแหงนหน้าขึ้น สัตย์สาบานว่า
"ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ขอล้มล้างประสาทดำให้จงได้ เพื่อความสงบสันติของบู๊ลิ้ม
!"
แต่จูเชียงไม่อาจยืนอยู่กลางซากหักพังเนิ่นนานไปชวนให้ผู้คนระแวงสงสัย อาจบางทีคนในประสาทดำจะแฝงอยู่ละแวกใกล้เคียง
อาภรณ์ชุดขาวของตนสะดุดตายิ่ง ต้องรีบออกจากที่นี้ไป
พร้อมกันนั้น ก็หวนนึกถึงบ้านตนเอง จึงเคลื่อนประตูลับเข้าหาดังเดิม ออกจากตึกสลักหักพัง
เดินทางตรงไปเทือกเขาบู๊เล้งซัวในทันที
วันรุ่งขึ้น เริ่มเข้าสู่บู๊เล้งซัวอันรกร้าง โดยมิได้หยุดยั้งพักผ่อน ก็มุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาข้ามภูเขาละลิ่วผ่านหุบเหว
รุดสู่ทิศทางที่คุ้นเคย
ขณะเดินทาง พลันเห็นยอดเขาฝั่งตรงข้ามมีเงาดำหลายสายถลันวูบเดียวก็หายลับตา
ขณะนั้นเป็นยามวิกาล ดูไม่ถนัดว่าเป็นคนหรือสัตว์ป่า
"ในใจจูเชียงขมวดเป็นปมปริศนา สามัญสำนึกรู้สึกผิดท่าไป หากเป็นสัตว์ป่า
ย่อมไม่โลดแล่นเช่นนี้ หากเป็นคน ในอาณาจักรที่ไร้ร่องรอยผู้คนอย่างนี้ เป็นผู้ใดเยี่ยมกรายมา
? หรือเป็นคนในประสาทดำ ?
จูเชียงทุ่มเทฝีเท้าวิ่งปราดๆไป ประมาณยามอรุณรุ่ง มาถึงหน้าหุบเหวแห่งหนึ่ง
ฝั่งตรงข้ามเป็นป่าดึกดำบรรพ์ มืดทมึนไร้ที่สิ้นสุด ขณะนี้หมอกอรุณไม่ทันสลาย
ปกคลุมรอบบริเวณจนคล้ายแดนมายาหลอนตา
จูเชียงพลันเปล่งเสียงเอื้อนขึ้นว่า
"ความหลังมีแต่อาดรู สภาพการณ์น่าสะท้อน กระบี่ฝังไว้กับดิน ใจทะเยอทะยานดับสูญ
ยามวิกาลจันทร์ซีดจาง ได้แต่ทอดถอนรำพัน"
นี่เป็นบทกลอนของจอมกวีสมัยปลายแผ่นดินถังอันทรุกโทรม บิดาของตนเกี่ยมเสี่ย
(เทพเจ้ากระบี่) จูเม้งซงเนื่องจากหลบหนีศัตรูมาซ่อนตัว ดวงจิตสะทกสะท้อน
ยามปรกติมันเอื้อนกลอนนี้ จูเชียงตอนนี้ร้องรำพึงไป เพื่อบอกกับคนในบ้านว่าตนกลับมาแล้ว
แต่สำเนียงขาดหายไปเนิ่นนาน ยังตรงข้ามยังไม่มีกิริยาใด
หุบเหวนี้สร้างสะพานเชือกไว้ข้ามไปสายหนึ่ง หากไม่ใช้ทางลัดนี้ ต้องอ้อมเป็นทางไกลสิบลี้
ผ่านป่าดึกดำบรรพ์จึงจะถึงบ้านได้
จูเชียงรอคอยเป็นเวลานาน พลันบังเกิดลางสังหรณ์อันอัปมงคล อ้อมไปทางด้านข้าง
ขณะที่อรุโณทัยลอยเด่นกลางท้องฟ้า มาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง คนในครอบครัวนี้มีบ่าวเฒ่าสองสามีภรรยากับบุตรีโทน
จากที่นี้ไปถึงบ้าน ยังมีระยะยาวไกลเจ็ดแปดลี้ที่เปี่ยมอันตรายธรรมชาติ
"เล็กเจ่ก (คำเรียกผู้อาวุโสแซ่เล็ก)"
จูเชียงส่งเสียงร้องไป ตามปรกติต้องมีสุนัขล่าเนื้อสองตัวทะยานออกมา แต่วันนี้บรรยากาศรู้สึกผิดวิสัย
ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัด ปราศจากเสียงใด
จูเชียงพลันพุ่งกายไปยังบ้านไม้ ที่ปลูกในดงพฤกษ์ ดั่งเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่ง
แลเห็นประตูไม้ปิดแง้มไว้ สุนัขล่าเนื้อทั้งสองตัว นอนจมกองเลือดที่ประตู
ความจริงพิสูจน์ชัดว่า ที่นี้ประสบเหตุมิคาดหมาย จูเชียงสมองพองโตแทบระเบิด
เหงื่อเย็นยะเยียบไหลโทรมกาย สืบเท้าเข้าไปในบ้าน กลิ่นคาวโลหิตอันฉุนเฉียว
พลันโชยมาปะทะจมูก
.
"อา !"
จูเชียงอุทานเสียงกระเส่า พริบตานั้นคล้ายกับฟ้าดินหมุนคลอนแคลน ภายในห้อง
ซากศพแขนขาขาดกระจัดกระจายสองซาก ฟุบแน่นิ่งท่ามกลางกองเลือดที่แห้งเกรอะกรัง
โฉมหน้าผู้ตายพอจดจำได้ กลับเป็นบ่าวชราเล็กเจ่กสองสามีภรรยา
เป็นผู้ใดลงมือฆาตกรรม ? บุตรโทนของเล็กเจ่กนามเซียวเอียงเล่า ? จูเชียงโซเซไปยังห้องด้านข้างทางซ้ายมือ
มิเห็นมีเงาร่างผู้คน จึงหันขวับมาห้องทางขวา พลันอุทานสุดเสียง เบิ่งตาแทบฉีกขาด
ภาพเบื้องหน้าสยดสยอง สยดสยองสะเทือนขวัญเหลือประมาณ บนเตียงที่มุมห้อง นอนหงายด้วยดรุณีสาวเปล่าเปลือยไร้อาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว
ไม่ เป็นซากศพที่เปล่าเปลือยต่างหาก !
วงหน้าที่เคยผุดผาด ยามนี้บิดเบี้ยวปั้นยาก ผสานขึ้นจากความประหวั่นพรั่นใจและปวดรวดร้าว
มิว่าผู้ใดมองเพียงวูบเดียวก็ยากจะลืมได้
จูเชียงเปล่งเสียงหวนโหยว่า "เซียวเฮียงเจ้เจ๊" ถลันมาที่หน้าเตียง
มิกล้าเหลียวดูอีก ฉวยผ้าห่มผืนหนึ่ง คลุมลงบนซากศพที่เปล่าเปลือย นางนั้นถูกข่มขืนจนเสียชีวิตไป
!
จูเชียงใช้มือทึ้งผมเผ้าบนศีรษะ เลพิงอาฆาตสุมอัดอก คล้ายกลับกลายเป็นวัตถุที่ไร้สภาพ
กดดันจนแทบคลุ้มคลั่งไป
ดรุณีนี้มีความผิดใด ? จูเชียงกระแทกกายลงบนพื้นหน้าเตียง ภาวนาว่านี่เป็นฝันร้ายตื่นหนึ่ง
แต่ทุกสิ่งเป็นความจริงเด่นชัดยิ่ง หาใช่ความฝันไม่
.
ทันใด จูเชียงโถมกายออกจากบ้านไม้อันวิปโยควิ่งตะบึงเข้าไปในป่าดึกดำบรรพ์
ตลอดทางฝีเท้าซวนเซเสื้อผ้าถูกหนามกรีดขาดวิ่น ผิวกายมีบาดแผลเกลื่อนกลาด
แต่ใจนั้นเตลิดไปถึงบ้าน บิดามารดาน้องร่วมสายเลือดปลอดภัยดีหรือ ?
ขณะที่ดวงอาทิตย์ลอยเด่นสูง ตึกไม้อันแข็งแกร่งก็ปรากฏที่เบื้องหน้า
"บิดา มารดา เชียงยี้ (คำเรียกยี้เป็นคำผู้เยาว์ใช้กับผู้อาวุโส) กลับมาแล้ว"
ภายในหามีเสียงขานรับดังออกมาไม่ !
จูเชียงโถมมาถึงหน้าประตูที่ปิดแง้มไว้ สองเท้าคล้ายถ่วงด้วยพะเนินเหล็ก
มิอาจหยุดลงหอบหายใจ จูเชียงไม่กล้าคาดคิดว่า ภาพที่กำลังจะปรากฏที่เบื้องหน้าเป็นอย่างไร
เพียงลอบอธิษฐานขอให้นี่เป็นห้องว่างหลังหนึ่ง บิดาพาครอบครัวโยกย้ายไปแล้ว
ตนเชื่อมั่นในพลังฝีมือของบิดา ว่าสามารถป้องกันตัวจนเกินพอ เทพเจ้ากระบี่
(เกี่ยมเสี่ย) ผู้ยิ่งยง ไหนเลยจะต่ำทรามได้ ?
แต่แม้จะปลอบประโลมตนเองเช่นนั้น กลับไม่อาจสยบความประหวั่นพรั่นพรึงได้
จูเชียงปราศจากกำลังขวัญที่จะก้าวข้ามขอบประตูที่หลายวันนี้ คำนึงถึงทุกวินาที
ยืนแน่วนิ่งดั่งรูปปั้นเป็นเวลาเนิ่นนาน
เสียงนกราตรีกรีดร้องระคายห จูเชียงพลันสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ โดยมิรู้สึกตัว
ม่านวิกาลได้คลี่กางลงแล้ว ยามนั้นขบกรามอย่างตัดสินใจ ผลักประตูเข้าไปด้วยหัวใจที่เต้นระทึกตูมตาม
ภายในห้อง เครื่องประดับประดาทั้งหลายยังเป็นระเบียบดังเดิม มิมีร่องรอยเสียหายหรือเกิดการต่อสู้ขึ้น
จูเชียงระบายลมหายใจยาวๆออกมา ตะลึงลานชั่วครู่ จึงทำการตรวจค้น กลับไม่พบพานเงาร่างผู้คนใดเลย
จูเชียงถลันเข้าไปห้องชั้นใน ประกายตายามกวาดไปที่ผนังมุมที่บิดาแขวนกระบี่อยู่
พลันสะท้านใจอย่างรุนแรง กระบี่เทพยดา (เสี่ยเกี่ยม) อาวุธประจำตัวของบิดาหายสาบสูญไปเสียแล้ว
นี่เป็นเรื่องราวใดกัน ? ทันใด จูเชียงหวนนึกถึงถ้ำลับที่ริมหน้าผาขาดหลังบ้าน
ซึ่งใช้เป็นที่หลบซ่อนอันตราย อาจบางทีครอบครัวของตนล้วนอยู่ที่นั้น
จูเชียงลนลานถลันจากห้อง ผ่านป่ารกครึ้มที่บดบังแสงอาทิตย์ มาถึงริมหน้าผาขาด
บริเวณแถบนั้นเต็มไปด้วยโขดหินและหญ้ารกร้างงอกเงย กินเนื้อที่ไร่เศษ
"เลือด !"
จูเชียงพลันร้องโผล่ขึ้น หัวใจระทึกหวั่นไหวอีกครา ก้มลงตรวจค้น เห็นคราบโลหิตหยดหยาดเป็นด่างดวง
แปดเปื้อนเป็นหย่อมๆ จึงรีบสาวเท้าไปเบื้องหน้าทันที
ความจริงปรากฏชัดแล้ว ว่าที่นี้เกิดการต่อสู้ขึ้น เพียงมิทราบผลสุดท้ายว่าเป็นประการใด
นิ้วขาดสองนิ้ว ตกอยู่กลางกองโลหิต จูเชียงสะอึกไปหยิบขึ้นมา รู้สึกว่าเป็นนิ้วชี้นิ้วกลาง
เห็นมีผิวเนื้อหยาบกร้าน แสดงว่าเป็นของฝ่ายตรงข้าม
พอเงยหน้าขึ้น ที่ห่างออกไปปรากฏแขนขาดข้างหนึ่ง ถูกฟันขาดเสมอไหล่ จูเชียงขบกรามมุ่งไปตรวจดู
เพียงเห็นแขนเสื้อก็ทราบว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม คาดว่าการประหัตประหารครานี้
ต้องดุเดือดสยดสยองยิ่ง
ฝ่ายตรงข้ามเป็นบุคคลใด ? คือศัตรูคู่อาฆาต หรือ คนในประสาทดำ ?
นอกจากประสาทดำ จูเชียงขบคิดมิออกว่าในวงนักเลงจะมีขุมกำลังชั่วร้ายปานนี้
แต่ความแค้นนี้สะสมขึ้นได้อย่างไร ? บิดาไฉนต้องหลบหลีกเร้นกาย ? ความนัยนี้บิดาไม่เคยระบุมาก่อน
ที่หลังโขดหินริมหน้าผา ปรากฏแขนเสื้อโผล่พ้นออกมา จูเชียงโถมกายไปอย่างเร่งร้อน
"อา !"
จูเชียงแผดร้องสุดเสียง เบื้องหน้าสายตามืด ทมึนล้มคว่ำลงทันที
ชั่วพริบตานี้ คล้ายกับฟ้าถล่มทลายลง วิญญาณกระเจิดกระเจิงออกจากร่าง ห้วงสมองเวิ้งว้างว่างเปล่ามิได้บรรจุความคิดใดเลย
มิทราบเวลาผ่านไปนานเท่าใด จูเชียงค่อยๆฟื้นคืนสติ ทรงกายขึ้นนั่งอย่างเลื่อนลอย
สายตาเบิ่งค้างมองซากศพทั้งใหญ่ทั้งเล็กเบื้องหน้าสี่ซาก
จูเชียงไม่ร่ำไห้ไม่หลั่งน้ำตา ความวิปโยคโศกเศร้าเมื่อถึงขีดสุด ร่ำไห้ไปมิอาจช่วยให้เบาบางลง
หยาดน้ำตาก็มิอาจชะล้างให้จืดจางไป
บิดา มารดา น้องชาย น้องสาว ล้วนถูกประทุษร้าย บิดาในมือยังกุมกระบี่เทพยดาที่หักเหลือครึ่งเล่ม
ทั่งทั้งร่างเกลื่อนกลาดด้วยบาดแผลกลายเป็นมนุษย์โลหิตไป น้องชายน้องสาวซากสังขารกระจัดกระจายจากส่วนประกอบเดิม
มารดาเปล่าเปลือยตลอดร่าง มือเท้าถูกมัดติดกับท่อนไม้ เล็บมือเล็บเท้าจิกจมลึกลงไปในเนื้อไม้
นางนั้นถูกข่มขืนแล้วฆ่าทิ้ง มีชะตากรรมเช่นเดียวกับเซียวเฮียงบุตรีเล็กเจ่ก
!
ในโลกนี้ไหนเลยจะมีโศกนาฏกรรมที่อเนจอนาถสยดสยองเยี่ยงนี้อีก ? !
จูเชียงร่างชาด้านแล้ว ดวงวิญญาณ คล้ายดั่งถูกกระชากออกจากกาย หัวใจ ถูกสภาพความจริงอันโชกเลือดบดขยี้เป็นชิ้นชิ้นน้อย
ตนมิทราบว่าตัวเองยังมีชีวิต ยังดำรงอยู่ในโลกนี้หรือไม่ ?
ฉับพลันนั้น จูเชียงตะเบ็งเสียงหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่งขึ้น เสียงหัวร่อประหนึ่งค่างกู่
ดุจกับนกราตรีร่ำร้อง มิว่าผู้ใดได้ยินล้วนขนลุกชี้ชัน
สองตาจูเชียงเบิ่งจนฉีกขาด หยาดโลหิตรินหลั่งร่องแก้มกล้ามเนื้อบนใบหน้าตายด้าน
ปราศจากความรู้สึกใดๆ
จูเชียงส่ายร่างโงนเงนไปมา ดึงกระบี่ยาวพลิกปลายกระบี่ปักใส่ขั้วหัวใจ
.
ขณะที่ปลายกระบี่แทงถูกผิวเนื้อ ความเจ็บปวดทำให้จูเชียงสติแจ่มใสขึ้นวูบหนึ่ง
ร้องสุดเสียงว่า
"เราไม่อาจตาย !"
ฉับพลันทันใด
กระแสเสียงอันเย็นยะเยียบดังขึ้นว่า
"ผู้ใดว่าเจ้าไม่อาจตาย เด็กน้อยเจ้าต้องตายแน่นอน ฮา ฮา ฮา
."
อ้างอิง : เลือดอำมหิต เล่ม 1 แปลโดย น. นพรัตน์ สนพ. บันดาลสาส์น 2512 |