|
เนื้อเรื่องย่อ
:
บทที่หนึ่ง
"อำลาจากเมืองแป๊ะเต้เสีย
แม่น้ำไกลร่วมพันลี้ยังกลับคืนมาในวันหนึ่ง
เสียงค่างลิงร้องที่ริมฝั่งทั้งสองข้าง
เรือน้อยลอยแล่นผ่านขุนเขาใหญ่น้อย"
นี่คือคำโคลงโบราณบทหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกกันว่า
หวนรำลึกถึงเมืองแป๊ะเต้เสีย คือหลีไท้แป๊ะกวีเอกแห่งราชวงศ์ถัง ได้กล่าวคำโคลงนี้ออกมาเมื่อเวลาที่เดินทางผ่านมณฑลเสฉวน
มณฑลเสฉวนนี้เมื่อแต่ครั้งโบราณมีชื่อเรียกกันว่า "แคว้นเอ๊กจิว"
แต่ในสมัยโบราณที่ผ่านมานั้นคนทั้งปวง ต่างขนานนามแคว้นนี้ว่า "เมืองสวรรค์)
เพราะถ้าจะกล่าวกันตามลักษณะภูมิประเทศกันแล้ว มณฑลเสฉวนเป็นที่ราบลุ่มที่มีขุนเขาล้อมรอบเอาไว้แห่งหนึ่ง
จึงเป็นชัยภูมิที่จะเฝ้ารักษาไว้ได้อย่างง่ายดาย แลยากแก่การที่ข้าศึกจะโจมตี
แต่ถ้าจะกล่าวกันอีกทางด้านหนึ่งแล้ว แม้ว่ามณฑลเสฉวนจะมีขุนเขาอยู่อย่างมากมายผืนแผ่นดินอุดมยิ่งนัก
บรรดาราษฎรทำการเพาะปลูกได้พืชพันธุ์ธัญญาหาร อย่างสมบูรณ์พูนผล ถึงแม้ว่าจะปิดด่านอยู่แต่ภายในแว่นแคว้นของตนย่อมจะเลี้ยงตัวอยู่ได้อย่างเพียงพอ
มิต้องไปอาศัยสิ่งของจากมณฑลอื่น จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะตั้งตัวเป็นประเทศหนึ่งได้
บรรดาผู้ที่เคยเดินทางผ่านมณฑลเสฉวนมาแล้ว ย่อมจะทราบได้ดีว่าตามยอดเขาที่มีอยู่ในมณฑลเสฉวน
มีสัตว์จำพวกลิงค่างอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากที่สุด ดังเช่นภูเขาง๊อไบ๊ซัว ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งผืนแผ่นดินมีลิงค่างอยู่เป็นจำนวนมาก
จนมิสามารถที่จะคณานับได้ ผู้คนที่พากันไปเที่ยวเล่นถึงภูเขาง๊อไบ๊ซัว ถ้าหากมิได้เตรียมนำเอาอาหารติดตัวไปบ้าง
เพื่อจะได้ให้ลิงค่างกินย่อมจะต้องเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมิใช่น้อย พวกลิงค่างเหล่านั้น
เมื่อเห็นผู้ที่มาเที่ยวเล่นมิได้นำอาหารมาให้พวกมันกิน ย่อมจะกลั่นแกล้งนานานประการ
อย่างขนาดเบาพวกมัน จะหยิบคว้าเอาก้อนศิลา ขึ้นมาสักหลายก้อนแล้วขว้างมาที่คนเหล่านั้น
ถ้าอย่างขนาดหนักพวกมันจะตรงเข้ามาฉีกเสื้อผ้าจนขาด นอกจากที่ภูเขาง๊อไบ๊ซัวมีลิงค่างอาศัยอยู่อย่างมากมายแล้ว
ตามยอดเขาที่อยู่ตามแก่งแม่น้ำเอี้ยงจื๊อกังทั้งสามแห่ง ล้วนแต่เป็นที่อาศัยของลิงค่างทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นหลีไท้แป๊ะกวีเอกแห่งราชวงศ์ถังจึงได้กล่าวเป็นคำโคลงเอาไว้ว่า
"เสียงค่างลิงร้อง ที่ริมฝั่งทั้งสองข้าง"
ส่วนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของภูเขาไต้เหลียงซัว ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนแคว้นทิเบตหน้าแถบนั้น
เป็นสถานที่ลิงค่างอาศัยอยู่อย่างชุกชุม พวกลิงค่างที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขาไต้เหลียงซัว
เรียกกันว่าค่างนิ้วเท้าติด เนื่องจากที่ฝ่าเท้าของมันมีนิ้วเท้าติดกันเพียงสี่นิ้ว
มันสามารถที่จะป่ายปีนแลกระโดดโลดเต้นได้อย่างสูง ค่างนิ้วเท้าติดชนิดนี้
ถ้าหากมันลุกขึ้นยืนแล้วก็จะมีลำตัวสูงเท่ากับคนเรา
สถานที่พวกมันพักอาศัยอยู่เหมือนกับเป็นอาณาจักรแห่งหนึ่ง มีพญาค่างเป็นผู้ปกครอง
คอยออกคำสั่งมิยอมให้พวกมนุษย์รุกรานเข้าไปข่มเหงพวกมัน ดังนั้นพวกคนชาวป่าที่อยู่ตามชายแดนมณฑลเสฉวนจึงเรียกภูเขาไต้เหลียงซัวว่า
"ภูเขาค่าง"
บรรดาผู้ที่เข้าไปหักร้างถางพงบุกเบิกป่าทำการเพาะปลูก แลเข้าไปหาตัดฟืนในภูเขา
ก็จะเข้าไปใกล้เพียงบริเวณเชิงเขา ทุกคนมีความเกรงกลัวกับพวกค่างคือมิยอมเข้าไปใกล้
แม้แต่พวกคนตัดฟืนก็ยังมิกล้าที่จะเข้าไปใกล้ เกรงว่าตนจะต้องนำเอาชีวิตของตนไปทิ้งเสีย
นวนิยายจีนเรื่องสิงห์สาละวินนี้จะเริ่มต้นจากที่ภูเขาไต้เหลียงซัว อันเป็นที่ใกล้กับต้นแม่น้ำสาละวิน
เป็นนวนิยายจีนที่อิงประวัติศาสตร์ของชาติไทยไว้อย่างใหญ่หลวง อย่างน้อยที่สุดคงทำให้คนไทยในปัจจุบันนี้
มีโอกาสได้ทราบเรื่องราวที่เป็นปริศนาอันมืดมนของชาวเผ่าไทยในสมัยน่านเจ้า
ซึ่งยังมิได้มีนักประวัติศาสตร์คนใดเคยสะสมรวบรวมจดบันทึกเอาไว้ แต่ในที่นี้ผู้เรียบเรียงได้เรียบเรียงมาจากต้นฉบับภาษาจีน
ดังนั้นชื่อของบุคคลแลสถานที่ย่อมจะมีสำเนียงเอนเอียงไปหาภาษาจีนมากเป็นธรรมดา
เมื่อพระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ทรงปราบปรามผืนแผ่นดินตงง้วนจนสงบราบคาบแล้ว
สถาปนาตนเป็นจอมจักรพรรดิ ครอบครองผืนแผ่นดินตงง้วนสืบมานานได้สามสิบกว่าปีแล้ว
บนทุ่งหญ้าที่อยู่บริเวณภูเขาไต้เหลียงซัว ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล
ยามเมื่อทอดสายตามองออกไปก็จะมิเห็นขอบเขต ปรากฏมีครอบครัวชาวฮั่นครอบครัวหนึ่งเดินทางมาอย่างกระทันหัน
ชาวฮั่นครอบครัวนี้เป็นชายหญิงวัยกลางคน ซึ่งเป็นสามีภรรยากันคู่หนึ่ง กับเด็กชายที่มีอายุแปดเก้าขวบคนหนึ่ง
ชายที่เป็นสามีวัยกลางคนผู้นี้มีชื่อว่า "ม๊กกิมฮ้วง" ส่วนหญิงผู้เป็นภรรยานั้นมิทราบว่า
ชื่อแซ่เป็นประการใดแต่คนทั้งปวงเรียกนางว่า "นางม๊กตั้วเนี้ย"
ส่วนเด็กชายคนนั้นหรือก็มีชื่อเป็นที่แปลกประหลาดชอบกลอยู่ คือชื่อว่า "ม๊กชิ้วยี้"
แปลว่า "ม๊กลูกศัตรู"
ขณะนั้นเป็นเวลาที่ราชวงศ์ซ้องประสบกับความพินาศมินานเท่าใดนัก ทุกมณฑลในผืนแผ่นดินตงง้วนถูกรวบรวมเข้าไปอยู่ในแผนที่ของราชวงศ์หงวนชาวมงโกลแล้ว
ยังมีปวงราษฎรเป็นจำนวนมาก ที่มิพอใจถูกคนต่างชาติมาปกครอง ต่างก็พากันหลบหนีติดตามกันเข้าไปสู่ชายแดนมณฑลเสฉวนทางทิศตะวันตก
ม๊กกิมฮ้วงผู้นี้ก็คือคนหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น
แต่คาดมิถึงเลยว่าเมื่อม๊กกิมฮ้วงเข้าไปอยู่ที่บริเวณเชิงภูเขาไต้เหลียงซัวในปีที่สอง
นางม๊กตั้วเนี้ยผู้เป็นภรรยาเป็นไข้ผิดสำแดงดินและน้ำ ล้มเจ็บถึงแก่กรรม
จึงเหลือแต่ม๊กกิมฮ้วงกับม๊กชิ้วยี้สองบิดากับบุตร ต่างคนก็มีความรักสงสารกันยิ่งกว่าชีวิต
ม๊กกิมฮ้วงได้อาศัยการล่าสัตว์ตัดฟืนเลี้ยงชีวิตผ่านมาวันหนึ่งๆ แต่ภายในภูเขาไต้เหลียงซัว
ที่มีอาณาหลายร้อยลี้แห่งนี้ล้วนเป็นที่พักอาศัยของชาวไทยเผ่ายู้ ชาวไทยเหล่านี้ถูกชาวฮั่นเรียกกันว่าพวกฮวนตะวันตก
มีนิสัยกล้าหาญและดุร้าย และถือว่าชาวจีนคือศัตรูที่สำคัญอย่างยิ่งยวด มิไยว่ามถานที่แห่งใดเป็นที่พักอาศัยอยู่ของชาวไทยเผ่ายู้จะมิยอมให้ชาวจีน
เข้าไปปะปนอาศัยอยู่ด้วยเป็นอันขาด แต่ถ้าเป็นชาวฮั่นที่รู้จักวิชาหมอ นั่นแหละพวกชาวไทยเผ่ายู้จึงจะยินดีน้อมรับ
เพราะว่าบริเวณภูเขาเหล่านี้ขาดหมอแลยา ถ้าหากชาวไทยเผ่ายู้เกิดล้มเจ็บลง
มีแต่รอคอยท่าความตายแต่ถ่ายเดียว ดังนั้นแม้ว่าพวกชาวไทยเผ่ายู้จะมีความเกลียดชังชาวจีนสักเพียงใด
แต่มีความเคารพนับถือหมอชาวจีน เหมือนกับเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์
ม๊กกิมฮ้วงรู้จักการใช้ว่านยาสมุนไพรอยู่บ้างเมื่อครั้งแรก ที่ม๊กกิมฮ้วงเหยียบย่างเข้ามาสู่ภายในดินแดนของชาวไทยเผ่ายู้
เคยใช้ว่านยาสมุนไพรปรุงเป็นยาเม็ดช่วยเหลือชาวไทยเผ่ายู้ ที่เจ็บไข้มีอาการร่อแร่จนรอดพ้นจากความตายขึ้นมาได้
ดังนั้นชาวไทยเผ่ายู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงจึงมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับม๊กกิมฮ้วงใช่แต่จะยินยอมให้ม๊กกิมฮ้วง
สองบิดาบุตรชายเที่ยวล่าสัตว์อยู่ในดินแดนของพวกตน ยิ่งกว่านั้น ยังเคยได้ช่วยเหลือเจือจุนม๊กกิมฮ้วงต่างๆ
นานาประการอีกด้วย
จำเนียรกาลหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วยิ่งนัด จึงผ่านพ้นไปได้ห้าปี อย่างมิรู้สึกตน
บัดนี้ม๊กชิ้วยี้มีอายุเติบใหญ่ได้สิบสี่ขวบแล้ว เนื่องจากม๊กชิ้วยี้วิ่งเล่นอยู่ตามบริเวณขุนเขามาแต่เยาว์วัย
จึงมีร่างกายล่ำสันแข็งกำยำ คล้ายดังกับลูกโคถึก
จึงในปีหนึ่ง เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ม๊กกิมฮ้วงเข้าไปเก็บว่านยาสมุนไพรในภูเขา
มิทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ถูกงูเห่าดงตัวหนึ่งกัดที่หว่างเอว งูเห่าดงนี้เป็นงูที่มีพิษร้ายกาจ
อยู่ในป่าดงอันเป็นที่พักอาศัยของชาวไทยเผ่ายู้ เกล็ดตลอดลำตัวเป็นสีดำเหมือนหมึก
เมื่อเวลาที่มันเลื้อยแล่นผ่านไปรวดเร็วเหมือนกับสายลม พวกชาวไทยเผ่ายู้เรียกมันว่า
"เชือกดำ" ถ้าหากว่า ถูกมันกัดเข้าแล้วที่ตรงบาดแผลจะมิรู้สึกเจ็บแต่ทว่าภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง
พิษของมันจะกำเริบทำให้คนผู้นั้นถึกแก่ความตาย
เมื่อม๊กกิมฮ้วงถูกงูเห่าดงกัดแล้ว ตนตระหนักได้ดีว่า มิเป็นการรีบวิ่งกลับคืนไปสู่บ้านพักของตนคิดที่จะหยิบเอายามาแก้ไข
แต่คาดมิถึงเลยว่า เมื่อวิ่งไปถึงที่หน้าประตูบ้าน พิษงูร้ายได้กำเริบขึ้นจนมืดหน้าเวียนศีรษะลงฟาดลงไปอยู่ที่ข้างธรณีประตู
ม็กชิ้วยี้เห็นบิดาของตนล้มฟาดลงไปดังนั้น ก็มีความตกใจ จึงรีบตรงเข้าไปประคองให้บิดาของตนลุกขึ้น
ม๊กกิมฮ้วงมีสีหน้าซีดเผือดหอบหายใจพูดออกมาเสียงละล่ำละลักว่า
"ลูกเอ๋ย ! บิดานี้เห็นทีคงมิรอดพ้นจากความตายเสียแล้ว เราถูกงูพิษกัด
อันที่จริงชะตาชีวิตของเราได้ถูกกำหนดมาเป็นดังนี้ แต่น่าสงสารเจ้าที่มีอายุน้อย
ยังมิได้เติบใหญ่ แม้แต่ความแค้นของบิดามารดา เจ้ามิเคยทราบว่าศัตรูคือผู้ใด
ที่ใต้เตียงนอนเรา เราได้ฝังหีบเหล็กใบหนึ่งไว้ เจ้าจงขุดเอามันออกมา เมื่อนั้นเจ้าก็จะ
."
เมื่อม๊กกิมฮ้วงพูดมาถึงเพียงนี้ ดวงตาทั้งคู่เถลือกถลน กล้ามเนื้อตลอดร่างกระตุกเต้นอยู่สักครู่หนึ่ง
จึงถึงแก่สิ้นใจตายไป
เมื่อม๊กชิ้วยี้เห็นบิดาถึงแก่ความตาย ไปอย่างน่าอนาถใจแล้ว ก็อดกลั้นความเสียใจไว้มิได้
จึงเปล่งเสียงร้องไห้โฮออกมา ปิ้มว่าจะสิ้นใจตายตามบิดาเสียให้ได้ พวกชาวไทยเผ่ายู้ที่อยู่ใกล้เคียงได้ยินเสียงร้องไห้
จึงพากันวิ่งมาดู ครั้นเมื่อคนเหล่านี้เห็นม๊กกิมฮ้วงถูกงูพิษกัดตาย ผิวเนื้อตลอดร่างดำเกรียม
ต่างก็มีความสงสารม๊กชิ้วยี้ยิ่งนัก จึงช่วยกันปลอบโยนม๊กชิ้วยี้ให้คลายความเศร้า
พลางจัดการเอาศพของม๊กกิมฮ้วง หามไปฝัง จงอย่าเห็นว่าชาวไทยเผ่ายู้เหล่านี้มีนิสัยใจคอดุร้าย
แต่ก็ยังมีความเมตตาธรรมอยู่อย่างใหญ่หลวง ผู้ที่เป็นหัวหน้าชาวไทยเผ่ายู้ในดินแดนแห่งนี้ชื่อว่า
"ฟ้ากูลา"
เมื่อฟ้ากูลามองเห็นม๊กชิ้วยี้เป็นเด็กกำพร้าที่ปราศจากบิดามารดา มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเป็นที่น่าเวทนา
ใช่จะอนุญาตให้ม๊กชิ้วยี้อาศัยอยู่ภายในดินแดนแห่งนั้นต่อไป ยังส่งอาหารแลเข้าของให้ม๊กชิ้วยี้เสมอเนื่องจากเหตุนี้
ม๊กชิ้วยี้มิต้องอนาทรร้อนใจในเรื่องอาหารแลเสื้อผ้า ม๊กชิ้วยี้ยังจดจำได้อย่างดีถึงคำสั่งของบิดาเมื่อตอนจะสิ้นใจตาย
จึงขุดคุ้ยดินที่ใต้เตียงนอนของบิดา ในที่สุดก็มิได้ผิดไปจากที่ได้คาดคะเนเอาไว้
ณ ที่นั้น มีหีบเหล็กอยู่ใบหนึ่ง เข้าใจว่าคงถูกฝังไว้เป็นเวลานานปี จึงมีสนิมจับติดเป็นรอยกระดำกระด่าง
ม๊กชิ้วยี้ต้องสูญเสียกำลังวังชาไปอย่างมากมาย จึงจัดการเปิดหีบเหล็กใบนั้นออกมา
ภายในหีบเหล็กมีของวางอยู่สามชิ้นคือ ลูกเกาทัณฑ์เหล็กกล้าที่หักขาดออกจากกันเป็นสองท่อน
ที่ปลายลูกเกาทัณฑ์แบนเสมอคล้ายดั่งกับลิ้นเป็ด มิได้แหลมคมเหมือนกับลูกเกาทัณฑ์ทั่วไป
ส่วนอีกสิ่งหนึ่งนั้นคือเสื้อชั้นในที่มีคราบโลหิตจับติดอยู่จนเต็ม แม้ว่าเนื้อผ้าขึ้นราจนเปื่อยขาด
แต่คราบโลหิตจับติดอยู่จนกลายเป็นสีแดงปนสีดำ นอกจากของสิ่งนี้แล้ว ยังมีหยกสีเขียวมรกตรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันหนึ่ง
ม๊กชิ้วยี้มองเห็นสิ่งของเหล่านี้มีแต่ความรู้สึกพิศวงงงงัน ว่าในที่สุดยังจะมีความมุ่งหมายเป็นประการใด
?
บิดาได้กำชับสั่งไว้ว่า ให้ตนเปิดหีบเหล็กออกก็จะทาบถึงความแค้นของบิดามารดาทุกประการ
แต่ทว่าภายในหีบเหล็กใบนี้ มิได้มีกระดาษสักแผ่นหนึ่งหรือตัวหนังสือสักตัวหนึ่งปรากฏทิ้งไว้
เมื่อเป็นดั่งนี้ยังจะทราบเรื่องราวอย่างแจ่มแจ้งได้แล้วหรือ ?
อ้างอิง : สิงห์สาละวิน เล่ม 1 แปลโดย จำลอง พิศนาคะ สนพ. เพลินจิตต์ 2508 |