จอมยุทธเจ้าสำราญ

บรรณาคาร 2531
สร้างสรรค์บุ๊ค 2537
สร้างสรรค์บุ๊ค 2552


ผู้แต่ง : โป้วอั้งเสาะ ผู้แปล : ว. ณ เมืองลุง
จำนวนเล่มจบ : 3 เล่มจบ - บรรณาคาร - กระดาษปรู๊ฟ - ปกแข็ง - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2531
จำนวนเล่มจบ : 1 เล่มจบ - สร้างสรรค์บุ๊ค - กระดาษปอนด์ - ปกอ่อน - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2537
จำนวนเล่มจบ : 1 เล่มจบ - สร้างสรรค์ - อ้างอิงพิมพ์ปี พ.ศ. 2552
ข้อมูลเพิ่มเติม :

เนื้อเรื่องย่อ : (ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านก้อนหินน้อย (พญาเหยี่ยว))

บทที่ 1
จอมยุทธ์เจ้าสำราญ
--------------------------------------------------

แรมหกค่ำ เดือนสาม วันสำคัญ
ขอบฟ้าเพิ่งสางรำไร ซีเบ๊ยู่ฮ้งได้ตื่นมาแล้ว
มันมิใช่เป็นคนตื่นเช้า แต่ตอนนี้กลับไม่มีความง่วงสักน้อยนิด
ความจริงมันไม่ได้ข่มตาหลับทั้งคืน กระทั่งเสื้อผ้ารองเท้ายังไม่ได้ถอด
น้อยครั้งนักที่มันจะเป็นเช่นนี้ มันก็มิใช่เป็นคนตื่นเต้นง่าย
น่ากลัวสิบกว่าร่วมยี่สิบปีแล้ว เรื่องที่สามารถบันดาลให้ซีเบ๊ยู่ฮ้งตื่นเต้น กล่าวได้ว่าไม่มีเลย
เนื่องเพราะมันคือประมุขป้อมปวยเอ็งเป้า (อินทรีเหินฟ้า) ที่มีเกียรติภูมิกระเดื่องเลื่องแผ่นดิน
แต่ทว่า เมื่อคืนมันถึงกับมิได้หลับเลยแม้สักงีบเดียว !
มาตรว่าเช่นนั้น มันในตอนนี้ ดูไปไม่มีเค้าอิดโรยสักน้อยนิดเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อล้างหน้าหวีผมแล้ว คล้ายดั่งแจ่มใสยิ่งกว่าทุกวันเสียอีก
แม้ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ มันจะมีอายุครบหกสิบ แต่มิว่าจะดูอย่างไร มันต่างไม่คล้ายเป็นชายชราวัยใกล้หกสิบปีเลย
ตอนมันยืนแน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหว ดูไปคล้ายเป็นภูผา ภูผาที่ไม่มีผู้ใดสามารถโยกคลอนให้สั่นไหวได้ !
ตอนมันเร่งฝีเท้าวิ่ง คล้ายดั่งเป็นปักษาตัวหนึ่ง ปักษาที่ไม่มีผู้ใดสามารถไล่ทัน
มันมิใช่เป็นชายชรา
มันเป็นประมุขป้อมปวยเอ็งเป้า (อินทรีเหินฟ้า) !
โดยเฉพาะเมื่อมันสวมเสื้อคลุม… เสื้อคลุมสีเหลืองเนื้อผ้าดีเยี่ยม กลางหลังปักเป็นรูปอินทรีกางปีกโบยบินตัวใหญ่มหึมา มันก็มีความพอใจ มั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม
ซีเบ๊ยู่ฮ้งตอนนี้ สวมเสื้อคลุมสีเหลืองปักอินทรีเหินฟ้า เดินออกจากประตูห้องของมันมา
มันตอนนี้มีความเชื่อมั่น และพอใจอย่างสุดเปรียบประมาณ
แต่ทว่า มันเองยังทราบ มันในตอนนี้ นอกจากความเชื่อมั่นและพอใจแล้ว ในก้นบึ้งหัวใจของมัน ยังมีความตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย
**********
ชาวโลกที่มีนิสัยติ่นเช้ามีอยู่มากมาย คนในป่าเขากับหลวงจีน นับเป็นพวกอยู่ในประเภทต้องตื่นเช้า
เสียงเกราะบอกยามห้าพอดังขึ้น หลวงจีนงึกคุย (เสียเปรียบ) ก็ตื่นนอนมา
ท่านมิเพียงเป็นคนในป่าเขาเท่านั้น ท่านยังเป็นหลวงจีนด้วย เนื่องเพราะท่านในปัจจุบัน คือเจ้าสำนักเสียวลิ้มยี่ ที่มีชื่อกระเดื่องเลื่องแผ่นดิน
ทุกคนต่างทราบ ผู้ที่ตัดใจสละกิเลสเป็นหลวงจีนนั้น จำเป็นต้องกระทำเรื่องสองรายให้เสร็จก่อน หนึ่งคือปลงผมจนเกลี้ยงเกลา อีกหนึ่งคือ สลัดชื่อแซ่ที่บิดามารดาตั้งไว้ให้
คนตัดกิเลสเป็นหลวงจีน ร่างมิได้เป็นของตัวท่าน เป็นของบิดามารดาผู้เลี้ยงดูท่าน แต่เป็นขององค์สัมสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่โปรดสัตว์โลกทั้งหลายให้เข้าสู่หลักธัมมะ
ดังนั้น พวกท่านแต่ละรูป จึงมีศีรษะที่ล้านเลี่ยน กับฉายาที่มีความหมายลึกซึ้ง
ทั้งสองประการนี้ หลวงจีนงึกคุย (เสียเปรียบ) ย่อมมีเช่นกัน
แต่ฉายาของงึกคุย ตัองไม่ใช่งึกคุย (เสียเปรียบ) เด็ดขาด
วัดเสียวลิ้มยี่มีกฎวินัยเฉียบขาด จนกระทั่งฉายายังต้องมีเรียงลำดับที่แน่นอน มิใช่จะตั้งได้ตามใจชอบ ฉายาแท้จริงของหลวงจีนงึกคุยคือง่อซิม (หัวใจที่สำนึก)
แต่ทุกผู้คนชอบเรียกท่านว่างึกคุยฮ่อเสียงมากกว่า
เนื่องเพราะตัวท่าน นอกจากมีหัวใจใฝ่ในทางธัมมะมากกว่าคนอื่นๆแล้ว ท่านยังมีหัวใจที่กระตือรือร้นในเรื่องของชาวโลกอีกด้วย
ท่านนอกจากชมชอบร้องสรรเสริญพระพุทธคุณแล้ว ที่ยิ่งชอบคือมักกล่าว 'เสียเปรียบก็คือได้เปรียบ' อยู่เสมอ
ท่านเป็นคนที่มักจะเสียเปรียบอยู่เสมอจริงๆ
ดังนั้น ผู้คนทั้งหลายจึงเรียกท่านว่าหลวงจีนงึกคุย
ท่านรับตำแหน่งเจ้าสำนักเสียวลิ้มยี่ เพิ่งพอดีครบห้าปีเมื่อเดือนก่อน แต่ท่านปีนี้เพิ่งจะมีชันษาสี่สิบสาม หมายความว่า ตอนท่านมีชันษาสามสิบแปด ท่านก็ได้รับตำแหน่งเจ้าสำนักเสียวลิ้มยี่ ที่มีชื่อเสียงกระเดื่องเกรียงไกรในยุทธจักรนานปี
ท่านเป็นเจ้าสำนักอายุน้อยที่สุดนับแต่มีสำนักเสียวลิ้มยี่ก่อเกิดขึ้น และเป็นเจ้าสำนักที่มีความเปรื่องปราดสามารถที่สุดด้วย
เมื่อค่ำวานท่านก็มิได้นอน
มิได้นอนมาทั้งคืน
ท่านมิเคยนอนไม่หลับ เนื่องเพราะท่านเป็นบรรพชิตที่ร่าเริงแจ่มใสเสมอมา
แต่ท่านนอนไม่หลับ เนื่องเพราะวันนี้เป็นวันสำคัญ !
**********
วันนี้เป็นวันสำคัญจริงๆ !
ทุกคนต่างทราบ กระทั่งทารกยังทราบ วันนี้เป็นวันที่กีเต้งแช ประมุขป้อมแนแชเป้า (ดาวทระนง) มาเยี่ยมซีเบ๊ยู่ฮ้ง ประมุขป้อมอินทรีเหินฟ้า (ปวยเอ็งเป้า)
นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาในเวลายาวนานถึงสามร้อยปี !
ก่อนหน้าสามร้อยปี แนแชเป้านับว่าคล้ายเป็นดวงดาวบนฟากฟ้าจริงๆ เพราะมีมันดวงเดียวที่สุกสกาวที่สุดและใหญ่ที่สุดเสมอมา
แต่ทว่า หลังจากป้อมปวยเอ็งเป้าก่อเกิดขึ้น ปีกที่ทั้งบินได้สูงทั้งบินได้ไกล แผ่ขยายออกบดบังประกายของดาวทระนง (แนแชเป้า) ไปบ้างอย่างไม่ต้องสงสัย
ประวัติศาสตร์สามร้อยปีของยุทธจักร เท่ากับเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ของแนแชเป้ากับปวยเอ็งเป้า !
หากว่าพวกมันเป็นศัตรูในตระกูล กลับมิใคร่ถูกต้องนัก
เนื่องเพราะพวกมันไม่มีความอาฆาตแค้นระหว่างกัน
แต่ในช่วงเวลายาวนานที่ผ่าน พวกมันต่างถือฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู กระทบกระทั่งกัน บีบคั้นกัน กระทั่งเข่นฆ่ากัน !
นั่นไม่เพราะกระไร เพียงเนื่องเพราะพวกมันต้องการดำรงคงอยู่สืบไป
ในยุทธจักร คนผู้หนึ่ง โดยเฉพาะขบวนการหนึ่ง ที่จะดำรงคงอยู่ มักจะกระทบกระเทือนถึงการดำรงคงอยู่ของอีกขบวนการหนึ่ง
และพวกมันเป็นสองขบวนการที่มีอิทธิพลอำนาจสูงสุด ขุมกำลังเข้มแข็งที่สุดของยุทธจักรยุคนี้
ดังนั้น ตลอดสามร้อยปีที่ผ่าน พวกมันต่างแก่งแย่งชิงดีในกันและกัน ต่อสู้สังหารในกันและกัน โดยมิเคยยุติมาเลยสักช่วงหนึ่ง
ในระยะเวลา ต่างฝ่ายต่างเคยมีชัย ต่างฝ่ายต่างเคยพ่ายแพ้มา
แต่ทว่า ไม่มีฝ่ายใดสามารถพิชิตฝ่ายตรงข้ามให้พ่ายแพ้พินาศไป
เนื่องเพราะจวบจนวันนี้ ทั้งสองป้อมยังคงผงาดอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ในแผ่นดิน
มิว่าอย่างไร การแก่งแย่งสังหาร เป็นเรื่องโหดเหี้ยมอำมหิต กลิ่นคาวเลือคละคลุ้ง มิเพียงพวกมันรู้สึกเบื่อหน่ายเท่านั้น กระทั่งพรรคเล็กพรรคน้อยที่อยู่รอบข้างยังทนทานไม่ได้แล้ว
เนื่องเพราะอิทธิพลของพวกมันยิ่งใหญ่เกินไป แต่ละครั้งที่ประหัตประหารกันย่อมกระทบกระเทือนถึงพรรคน้อยทางรอบข้าง เฉกเช่นวังวนใหญ่ในมหาสมุทรยามเมื่อหมุนตัวรุนแรง วังวนเล็กๆรอบข้าง พลอยต้องหมุนตามไปบ้างแล้ว
ที่น่าสะพรึงกลัวคือ วังวนใหญ่เพียงหมุนตัวครั้งเดียว วังวนเล็กอาจจะหมุนตัวเป็นสิบครั้ง ร้อยครั้ง หากกลับตัวไม่เหมาะสม ไม่แน่ว่าถูกวังวนใหญ่กลืนไปอีกด้วย
และวันนี้ เป็นวันเริ่มต้นของพายุสงบลง คลื่นลมใกล้จะราบเรียบแล้ว
เนื่องเพราะวังวนใหญ่ทั้งสอง นับแต่นี้จะไม่หมุนวนอีก พวกมันจะเป็นเรือใหญ่สองลำในทะเลกว้าง แล่นเคียงคู่กันไปโดยสันติ เรือใหญ่เรือเล็กที่ติดตามอยู่ด้านหลังอีกกลุ่มใหญ่ พอดีเดินตามเส้นทางของพวกมันไปโดยไม่ต้องกังวลจะถูกกระทบกระเทือนอีกแล้ว
ผู้ใดว่า วันนี้มิใช่เป็นวันสำคัญ ?!
บางคนว่า เวลาสวยงามที่สุดของวันอยู่ในยามสนธยา
แต่มีบางคนว่า เวลาสวยงามที่สุดของวันอยู่ในเวลาอรุณรุ่ง
รุ่งอรุณของเดือนสาม งามเป็นพิเศษ
แต่สำหรับกับซีเบ๊ยู่ฮ้ง มิว่าเป็นอรุณรุ่งหรือสนธยา มันต่างไม่มีความรู้สึกว่าสวยงาม มันมิใช่เป็นคนมีอารมณ์สุนทรี
มันเป็นประมุขป้อมอินทรีเหินฟ้า !
ประมุขป้อมอินทรีเหินฟ้าที่มีชื่อเสียงกระเดื่องเกรียงไกร !
ดังนั้น ช่วงเวลาที่มันรู้สึกมีความงามที่สุด คือเวลาที่มันออกครวจป้อมปวยเอ็งเป้า
มันบอกความรู้สึกของตอนนี้ไม่ออก อาจบางทีเป็นภาคภูมิ อิ่มเอิบและทระนง !
มันรับหลักทรัพย์นี้จากบิดามา เป็นเวลาอย่างน้อยกว่ายี่สิบปีแล้ว มิว่ายามพายุกระโชกหรือหิมะโหมหนัก ขอเพียงมันมิได้ออกไปภายนอก แต่ละวัน อย่างน้อยต้องออกมาตรวจครั้งหนึ่ง
อาจบางทีเป็นกลางวัน อาจบางทีเป็นกลางคืน แต่น้อยครั้งนักที่จะเป็นเวลาอรุณรุ่ง
วันนี้ผิดกัน วันนี้เป็นวันสำคัญ !
หมอกหนาอย่างยิ่ง
หิมะก็หนักอย่างยิ่ง
ลมเย็นกระโชกใส่หน้า ม้วนชายเสื้อยาวให้พลิ้วไสวจนมีเสียงดังอย่างรุนแรง
ลม เย็นและแรง
มันเดินทวนลม ด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบสบายจนบอกไม่ถูก ลมอรุณ บันดาลให้มันยิ่งคึกคัก ยิ่งแจ่มใส
ที่แท้ลมในยามรุ่งอรุณ มีความน่ารักถึงปานนี้
มันถึงกับไม่เคยทราบเสมอมา
มันถึงกับอดมิได้ต้องมีรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย
แต่รอยยิ้มเพิ่งจะปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก พลันชาค้างไปทันที !
ลมยังอยู่ระดับเดิม มิได้รุนแรงขึ้น แต่เสียงลมที่ม้วนชายเสื้อของมัน กลับยิ่งดังกว่าเดิม
จิตใจซีเบ๊ยู่ฮ้งในตอนนี้ มึความหวาดกลัวจนบอกไม่ถูก !
เสียงชายเสื้อที่ม้วนสะบัด ความจริงยังดังเท่าเดิม จะผิดกว่าเดิมก็เพียงเล็กน้อย…เล็กน้อยเท่านั้น !
สีหน้าซีเบ๊ยู่ฮงเปลี่ยนแปรอย่างรุนแรง
เนื่องเพราะมันทราบ ชายเสื้อของมันต้องไม่อาจพลันดังขึ้นกว่าเดิม เสียงชายเสื้อที่ดังมาจากของผู้อื่น !
มันกระทั่งคิดยังไม่ต้องคิด !
เสียงชายเสื้อที่แผ่วเบาอย่างยิ่งนั้น แสดงให้เห็นถึงความสูงยี่ยมในวิชาตัวเบาของคนผู้นั้น !
ที่บันดาลให้มันรู้สึกหวาดกลัว มิใช่วิชาตัวเบาของคนผู้นั้น แต่เป็นลมเย็นที่พุ่งมาทางข้างหู จนผู้คนต้องขนลุกเกรียว !
นั่นย่อมไม่ใช่เป็นลมอรุณ
นั่นเป็นรังสีกระบี่…รังสีกระบี่ที่ปลิดชีวิตคนได้ !
ซีเบ๊ยู่ฮ้งมิได้เหลียวหลัง !
มันไม่มีโอกาสเหลียวหลังไปมองอยู่นานแล้ว !
เนื่องเพราะรังสีกระบี่สายนั้น จะแทงเข้าไปในลำคอของมันแล้ว !
มิว่าลำคอของผู้ใด ถูกกระบี่ที่ทั้งเร็วทั้งงแม่นยำนี้แทงเข้าไป ต่างมีผลสรุปเพียงคำเดียว …ย่อมเป็นความตาย !
ซีเบ๊ยู่ฮ้งย่อมมิได้นอกเหนือกว่านี้ !
มันจะตายในบัดดลแล้ว !
แต่มันกลับมิได้ตาย !
เนื่องเพราะกระบี่เล่มนั้น มิได้แทงเข้าไปในลำคอที่ทั้งอวบทั้งใหญ่ของมัน
มิว่าผู้ใดต่างไม่เห็นชัดเจน นั่นเป็นเรื่องราวใดกัน…หากแม้นด้านข้างยังมีคนอยู่จริง
ซีเบ๊ยู่ฮ้งมิได้หลบหลีก มันชัดเจนยิ่งกว่าผู้อื่นใด มิว่าผู้ใดต่างไม่สามารถหลบกระบี่นั้นพ้น ดังนั้น มันมีแต่ต้องต้านรับตรงๆ
นั่นย่อมมิใช่ใช้ลำคอไปต้าน แต่ใช้ดาบ !
ดาบยาวสันหนาที่มีประกายสีทองแวววาว !
นั่นเป็นอาวุธที่สร้างเกียรติภูมิให้ซีเบ๊ยู่ฮ้ง !
ขอเพียงมีซีเบ๊ยู่ฮ้ง เป็นต้องมีดาบทองเล่มนี้ เพียงมีดาบทองเล่มนี้ ย่อมมีตัวซีเบ๊ยู่ฮ้ง
มิว่าผู้ใด ต่างไม่เคยเห็นพวกมันพรากจากกันมา
ดาบอยู่คนอยู่ ดาบหายคนตาย !
ดาบของซีเบ๊ยู่ฮ้งยังอยู่ ดังนั้น คอของมันก็ยังอยู่
ติง !
เพียงแผ่วเบาสดใสไพเราะ คล้ายดั่งเป็นเสียงระฆังในหมอก
เสียงไม่ดัง และยังเป็นเสียงสั้นๆ
เท่านี้ก็พอแล้ว !
ที่ซีเบ๊ยู่ฮ้งมุ่งหวัง คือเสียงสั้นๆนี้เท่านั้น !
มีเสียงนี้ดังขึ้น ก็แสดงว่ามันไม่ตาย !
**********
ลมฤดูใบไม้ผลิหนาวเย็น
หมอกยังหนาอย่างยิ่ง แต่เริ่มสลายไปทีละน้อย
ลมยังรุนแรงอย่างยิ่ง กระโชกจนผู้คนรู้สึกหนาว
ซีเบ๊ยู่ฮ้งมิได้ตายไปจริงๆ
ลมอรุณกระโชกใส่ใบหน้ามัน
ใบหน้ามันไม่มีเหงื่อ มีแต่ความเยือกเย็น
แต่เสื้อชั้นในของมันมีเหงื่อทะลักจนเปียกชุ่มโชก เนื่องเพราะชั่วพริบตานั้นมันเพิ่งไปวนเวียนที่ปากทวารโลกันตร์มารอบหนึ่ง !
มันอย่างไรก็เป็นประมุขป้อมอินทรีเหินฟ้า ที่มีชื่อกระเดื่องเกรียงไกรในยุทธจักร ดังนั้น มันในตอนนี้ ดูไปยังเยือกเย็น หนักแน่น และมั่นคงเช่นดั่งปกติ
มันยืนอยู่ดั่งภูเขาลูกใหญ่ ภูเขาที่ผู้ใดก็ไม่อาจโยกคลอนให้สั่นไหวได้ !
มันเขม้นมองหน้าคนผู้นั้นแน่วนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดส่งเสียงราบเรียบ
"ท่านเหตุใดต้องการฆ่าเรา ?"
ผู้นั้นยืนแน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหว ดั่งเป็นภูเขาลูกหนึ่งเช่นกัน แต่เป็นภูเขาน้ำแข็ง เนื่องเพราะเสียงของมันเยือกเย็นอย่างยิ่ง …เย็นยะเยียบจนคล้ายน้ำแข็ง
"เราฆ่าท่านแล้วหรือไร ?"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งงุนงงวูบ แล้วหัวร่อกล่าว
"มิได้ฆ่า"
มือคนผู้นั้นไม่มีกระบี่ เพราะถูกสอดเข้าไปในฝักที่หว่างเอวเนิ่นนานแล้ว ส่งเสียงไม่เร็วไม่ช้ากล่าวต่อ
"อย่างนั้นประเสริฐ ท่านไม่สมควรกล่าวหาว่าเรามาฆ่าท่าน"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งงุนงงอีกครั้ง แต่มิว่าอย่างไร ยังคงหัวร่อไม่ออกได้
มันมิใช่เป็นคนบันดาลโทสะได้ง่ายดาย แต่มือที่กำด้ามดาบทอง ถูกเน้นจนเส้นเลือดขึ้นเขียวโปน แสดงว่ามันมีโทสะแล้ว เสียงของมันยังบ่งบอกความเดือดดาลเมื่อกล่าว
"อย่างนั้นท่านบอกกับเรา เราสมควรกล่าวอย่างไร ?"
ผู้นั้นแยกเขี้ยวดั่งจะยิ้มมิใช่ยิ้ม แล้วตอบไป
"ซีเบ๊เป้าจู้ อย่าลืมว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ ย่อมควรจะสรรหาวาจาสิริมงคลมาว่ากล่าวจึงถูก"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งไม่อาจมีโทสะขึ้นจริงๆ พลิกมือสอดดาบทองเข้าฝัก ฝืนยิ้มกล่าว
"วันนี้นับว่าเราได้รู้จักท่านแล้ว ชื้อปุยเกี้ยมแขะ (กระบี่มุทิตา) แฮ่บ้อเช้ง"
"กระบี่มุทิตา คนไร้น้ำใจ (บ้อเช้ง) มุทิตามักไร้น้ำใจ ไร้น้ำใจมักเป็นมุทิตา ท่านเหตุใดจึงขัดกันปานนี้ ?"
นี่มิใช่เป็นวาจาที่ทั้งสองกล่าว มิทราบเป็นอีกผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาทั้งสอง โดยไม่มีเสียงสักแผ่วเบาแต่เมื่อใด ทั้งยังส่งเสียงต่อ
"ที่แท้คนตื่นเช้า มิเพียงเราผู้เดียว นกที่ตื่นเช้ามีหนอนกิน ดูท่ามีคนมากหลายที่รู้จักเหตุผลนี้"
แฮ่บ้อเช้งจับตามองคนผู้นั้น ส่งเสียงราบเรียบ
"เสียเปรียบก็คือได้เปรียบ ได้เปรียบก็คือเสียเปรียบ หลวงจีนงึกคุยไม่เรียกหลวงจีน 'ได้เปรียบ' ไยมิใช่ขัดกันเช่นกัน ?"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งถอนใจกล่าว
"นกตื่นเช้ามีหนอนกิน หนอนตื่นเช้าถูกนกจับกิน นี่ไยยิ่งไม่ขัดกันกว่า ?"
หลวงจีนงึกคุยส่ายหน้ากล่าว
"ขัดกันขัดกัน ไฉนขัดกัน ? เหตุผลนี้เราก็ไม่เข้าใจแล้ว"
หยุดเล็กน้อย เบือนหน้ามองแฮ่บ้อเช้ง พลางกล่าวต่อ
"แต่มีประการหนึ่งที่เราเข้าใจ ท่านต้องมิใช่ดั้นด้นมาแต่เช้าตรู่ เพื่อถกเหตุผลของการขัดกันแน่นอน"
แฮ่บ้อเช้งกล่าวด้วยสีหน้าตายด้าน
"ย่อมมิใช่ เราเพียงแต่มาแทงซีเบ๊เป้าจู้กระบี่หนึ่งเท่านั้น"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งปรบมือหัวร่อกล่าว
"ไยมิใช่ ? เราแทบกลายเป็นหนอนตื่นเช้าไปแล้ว"
แฮ่บ้อเช้งเบือนหน้ามา ถลึงจ้องมัน พลางแค่นเสียงเย็นชา
"ซีเบ๊ยู่ฮ้งมิใช่ตัวหนอน ดังนั้นจึงเป็นซีเบ๊ยู่ฮ้ง หากซีเบ๊ยู่ฮ้งเป็นตัวหนอนต้องไม่ใช่ซีเบ๊ยู่ฮ้งอีกแล้ว"
พอจบคำ ผู้นั้นหายวับไปกับตา !
ซีเบ๊ยู่ฮ้งยืนตะลึงดั่งภูผา
หลวงจีนงึกคุยสั่นศีรษะ ส่งเสียง "เหลวไหลเหลวไหล" ไม่ขาดปาก
หลวงจีนงึกคุยลูบศีรษะล้านเลี่ยนของท่าน แล้วกล่าว
"นับเป็นคนประหลาดที่สุดจริงๆ"
"และก็น่ากลัวอย่างยิ่ง หากผู้ใดมีศัตรูเช่นนี้สักคน ประกันมันทั้งชาติ ต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับ"
"เสียดายที่มันไม่มีศัตรูแม้สักผู้เดียว"
ขาดคำ มีอีกผู้หนึ่งก้าวอาดๆมาที่เบื้องหน้าทั้งสอง
ซีเบ๊ยู่ฮ้งถามทันที
"เพราะเหตุใด ?"
ผู้นั้นหัวร่อ รอยแผลเป็นที่แก้มขวายาวร่วมห้านิ้วสั่นกระเพื่อมตามไปด้วย แล้วกล่าว
"เนื่องเพราะมิว่าผู้ใด ต่างไม่ยินยอมเป็นศัตรูของมัน เช่นดั่งที่ท่านว่า ผู้ใดก็ไม่ปรารถนา กินไม่ได้นอนไม่หลับไปทั้งชาตินี้"
หลวงจีนงึกคุยมองหน้าผู้มา พลางกล่าว
"เช่นนี้หมายความ มันต้องมีมิตรสหายมากอย่างยิ่ง ?"
ผู้นั้นสั่นศีรษะตอบ
"ท่านผิดแล้ว มันไม่มีสหายแม้สักผู้เดียวเช่นกัน"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งตะลึงลาน อดมิได้ต้องถามอีก
"เพราะเหตุใด ?"
ผู้นั้นส่งเสียงราบเรียบ
"ไม่เพราะเหตุใด เพียงเพราะมันไม่ต้องการมีมิตรสหาย"
หลวงจีนงึกคุยฝืนหัวร่อกล่าว
"คนประหลาด เป็นคนที่ประหลาดจริงๆ เราเห็นว่ามันน่ากลัวเป็นคนประหลาดอันดับหนึ่งในแผ่นดิน"
ผู้นั้นสวนคำทันที
"มันจะใช่คนประหลาดอันดับหนึ่งในแผ่นดินจริงหรือไม่ เราไม่ทราบ"
หยุดเล็กน้อย พลันถอนใจยาวแล้วกล่าวต่อ
"แต่มีประการหนึ่งที่เราทราบ มันน่ากลัวเป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งในแผ่นดิน"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งโพล่งด้วยสีหน้าแตกตื่นสงสัย
"ท่านเหตุใดจึงรู้จักมันชัดเจนปานนี้ ?"
ผู้นั้นพลันย้อนถาม
"เราเป็นผู้ใด ?"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งต้องงุนงงอีกครั้ง เบิ่งตากลมกว้างถาม
"ท่านว่ากระไร ?"
ผู้นั้นกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เราถามท่านว่าเราเป็นผู้ใด ?"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งแทบหัวร่อ แต่กลั้นหัวร่อตอบ
"หรือท่านมิใช่ปามิ่นเต้าเจี๊ยง (นักพรตหน้าบาก) เจ้าสำนักบู๊ตึงยุคนี้ ?"
ผู้นั้น… หรือนักพรตหน้าบาก เจ้าสำนักบู๊ตึงรุ่นปัจจุบัน ผงกศีรษะตอบ
"อย่างนั้นก็ถูกแล้ว มือกระบี่ที่พอมีชื่อเสียงในแผ่นดินยุคนี้ ย่อมเป็นของสำนักบู๊ตึงแน่นอน มือกระบี่ในแผ่นดิน โดยเฉพาะมือกระบี่ที่มีชื่อ เก้าในสิบต่างเคยขึ้นไปท้าประลองกระบี่ที่สำนักบู๊ตึงมา"
หลวงจีนงึกคุยสวนคำขึ้น
"มิน่าเล่า ท่านจึงรู้จักมันชัดเจนปานนี้ คิดว่ามันก็เคยขึ้นไปท้าทายท่าน ให้ประลองกระบี่มา ?"
นักพรตหน้าบากสั่นศีรษะปฏิเสธ
"ท่านผิดอีกแล้ว"
หลวงจีนงึกคุยฝืนยิ้มถาม
"เราผิดได้อย่างไร ?"
ปามิ่นเต้าเจี๊ยงหัวร่อตอบ
"ท่านย่อมผิดแน่ เนื่องเพราะเป็นเราไปหามันประลองกระบี่ มิใช่มันขึ้นไปท้าเราประลองกระบี่ที่บู๊ตึง"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งหัวร่อฮาฮาเสียงก้อง
หลวงจีนงึกคุยเหลือกตาแค่นเสียง
"จมูกโคเฒ่าที่ฟ้าผ่าธรณีสูบ มาหลอกล้อเราตั้งแต่เช้าตรู่เลย"
นักพรตปามิ่นหัวร่อฮาฮา… กล่าว
"คนเราหากหัวร่อในเวลาเช้าตรู่ให้มาก ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งหยุดหัวร่อ กล่าว
"ผลของการประลองกระบี่…"
มิทันจบความ พลันรู้สึก เป็นปัญหาที่โง่เขลาอย่างยิ่ง หากนักพรตปามิ่นมีชัย ไหนเลยจะยกย่องแฮ่บ้อเช้งเป็นมืออันดับหนึ่งในแผ่นดิน ?
เสียดายที่มันหยุดไม่ทัน จึงได้ยินนักพรตปามิ่นหัวร่อเสียงก้องกล่าว
"ที่แท้ท่านก็มีเวลาโง่เขลาเช่นกัน"
หลวงจีนงึกคุยตะเบ็งเสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหวอยู่นานแล้ว
ซีเบ๊ยู่ฮ้งกระชากเสียง
"จมูกโคเลวร้ายรู้จักแต่เหน็บแนมคน หากลิ่วฮวยฮวยอยู่ด้วย เราเห็นว่าท่านต้องไม่มึปัญญาภาคภูมิเช่นนี้ได้แล้ว"
นักพรตปามิ่นแค่นเสียงจากจมูกแล้วกล่าว
"ผู้ใดว่าเรากลัว ฮวยฮวยไต้เซี่ยวที่คล้ายหมอนปักสวยงามคนนั้น เราเพียงใช้สมองเล็กน้อย ก็สั่งให้มันสาบสูญจากยุทธจักรถึงสามเดือนเต็มๆ"
หลวงจีนงึกคุยเบิ่งตาถาม
"ว่าหนังหน้าท่านหนา แต่กลับมีหนวดงอกมาเส้นยาว หากมิใช่เราหลวงจีนงึกคุยยอมละเลยต่อมโนธรรมประจำใจไปช่วยท่าน ท่านเข้าใจว่าท่านสามารถมีชัยเหนือมันได้จริงๆ ?"
นักพรตปามิ่นมีสีหน้ากระหยิ่มยินดี ส่งเสียงแจ่มใส
"วาจาไม่ผิดก็จริง แต่วิธีย่อมเป็นเราคิดออกมา วิธีที่สามารถให้มันหลงกลมีไม่มาก พวกท่านย่อมไม่อาจปฏิเสธกระมัง ?"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งแค่นเสียง
"วิธีแม้ท่านเป็นผู้คิด แต่หากไม่มีสุราของเราร่วมผสาน เจ้าผู้นั้นจะหลงกลง่ายดายปานนี้ ?"
นักพรตปามิ่นพลันมีรอยยิ้ม ผงกศีรษะกล่าว
"เจ้าหมอนปักตัวนั้นมิใช่เป็นคนหลงกลได้ง่ายดายจริงๆ เราพอคิดถึงเรื่องให้มันสาบสูญไปจากยุทธจักรไปสามเดือน ห้ามติดต่อกับมิตรสหายคนใดเด็ดขาด นับว่าต้องบีบคั้นจิตใจมัน รุนแรงยิ่งกว่าต้องการชีวิตมันเสียอีก"
หลวงจีนงึกคุยหัวร่อเฮอะเฮอะ กล่าว
"ว่ากล่าวเป็นเรื่องว่ากล่าว แต่บอกตามความจริง เราคิดถึงมันอย่างยิ่ง วันนี้เป็นวันสำคัญ มันสมควรมาอยู่ที่นี้"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งแย้มยิ้มกล่าว
"จริงทีเดียว มันเป็นผู้ชอบเรื่องครึกครื้นที่สุด หากมันไม่มาอยู่ด้วย นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง"
หยุดเล็กน้อย ซีเบ๊ยู่ฮ้งกล่าวต่อ
"บอกตามความสัตย์ เจ้าผู้นี้เก่งกาจบัดซบมาก ตั้งแต่เมื่อครึ่งเดือนก่อนเรามีคำสั่งให้สามสิบหกสาขา ทั้งเหนือใต้ลำน้ำใหญ่ของป้อมปวยเอ็งเป้าเรา กระจายออกค้นหามัน นึกมิถึง กระทั่งเงาก็ยังไม่มี หรือมันสามารถเหินฟ้าดำดินได้จริงๆ ?"
นักพรตปามิ่นจุ๊ปากแล้วกล่าว
"เราบอกกับท่านแต่แรกแล้ว แม้นับว่าท่านระดมผู้คนทั่วแผ่นดินก็ไม่มีประโยชน์ มันบอกไม่มาเป็นไม่มา มิว่าผู้ใดก็ไม่อาจทำอย่างไรกับมันได้"
หลวงจีนงึกคุยหัวร่อกล่าว
"ที่ยิ่งสาหัสสากรรจ์คือ มันบอกมาเป็นมา ผู้ใดก็ไม่อาจสกัดขวางได้ แม้จะเป็นเวลาดึกดื่นค่อนคืน แม้จะเป็นวาระพายุฝนโหมกระหน่ำ…"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งไม่รอให้หลวงจีนกล่าวจบคำ สอดไปทันที
"แม้ในเวลาที่ท่านโอบกอดสตรี แสดงบทรักที่ซาบซึ้งอยู่นั้น มันอาจพลันปรากฏตัวที่หน้าเตียงของท่านได้ ฉุดกระชากท่านขึ้นจากเตียง ไปร่วมดื่มกับมันสักสองสามไห เดินหมากรุกสักสองสามกระดาน กระทั่งยังต้องนั่งฟังมันคุยโอ่ประโคมอีกด้วย"
หลวงจีนงึกคุยผงกศีรษะ
"มันนับเป็นคนที่น่ารังเกียจจริงๆ"
แต่นักพรตหน้าบากกลับกล่าว
"แต่พวกเรากลับชื่นชอบมัน"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งกล่าว
"มันก็ชื่นชอบพวกเรา"
นักพรตปามิ่นกล่าว
"ดังนั้น มันวันนี้ต้องมาแน่นอน"
"มันมาแล้วจริงๆ"
มิทราบเป็นผู้ใดส่งเสียงประโยคนี้มา !
และมิทราบเป็นเวลาใด ที่ห่างจากทั้งสามไม่ถึงสองวา มีคนมายืนอยู่ผู้หนึ่ง
ผู้ใดก็ไม่ทราบ มันมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อใด ? คล้ายดั่งมันได้ยืนอยู่ในที่นั้นตลอดมาก็ปาน !
ผู้นั้นดูแล้วไม่รู้สึกสะดุดตาเลย !
และทั้งยังเป็นชายชราที่หลังงองุ้มอีกด้วย !
เค้าหน้าเป็นธรรมดา
เสื้อผ้าก็ธรรมดา
มิว่าผู้ใดดูแล้ว รู้สึกมันเป็นเพียงชายชราที่ธรรมดาอย่างยิ่งเท่านั้น !
**********
ยังมีหมอก
ยังมีลม
ลมพัดหมอกไม่กระจายหมดสิ้น
และก็ไม่สามารถพัดพาความแตกตื่นขวัญเสียไปจากจิตใจซีเบ๊ยู่ฮ้งได้ !
เนื่องเพราะระยะห่างเพียงสองวา นับเป็นระยะใกล้อย่างมาก !
ในพิภพจบแดน ผู้สามารถกรายเข้าใกล้ซีเบ๊ยู่ฮ้งในระยะสองวา โดยที่ซีเบ๊ยู่ฮ้งไม่รู้สึกนั้น มันนึกออกว่ามีเพียงไม่กี่คน !
และถึงกับสามารถให้เจ้าสำนักเสียวลิ้มยี่ กับเจ้าสำนักบู๊ตึง ไม่รู้ตัวเช่นกัน บุคคลเช่นนี้ยิ่งมีน้อยกว่าน้อย !
ผู้ที่สามารถไปมาในป้อมปวยเอ็งเป้า ที่มีชื่อกระเดื่องเกรียงไกรครอบคลุมแผ่นดินยิ่งมีน้อยกว่าน้อย ทั้งพิภพจบแดน ผู้ใดไม่ทราบ ป้อมอินทรีเหินฟ้าเป็นดินแดนแห่งความสุขสงบ !
ดังนั้น มิว่าอย่างไร ชายชราธรรมดาผู้นั้น ต้องไม่ใช่เป็นชายธรรมดาแน่นอน !
จิตใจพลุ่งพล่าน แต่สีหน้าสงบเยือกเย็น ซีเบ๊ยู่ฮ้งอย่างไรก็เป็นประมุขป้อมอินทรีเหินฟ้า มันส่งเสียงคล้ายรำพึงกับตัวเอง
"คนเราสมควรมีนิสัยตื่นแต่เช้าจริงๆ จนวันนี้เราจึงพบเห็น คนที่ไปมาในที่สูงที่แท้มีมากถึงปานนี้"
หยุดเล็กน้อย ส่งเสียงราบเรียบต่อ
"ท่านดูแล้วไม่คล้ายคนที่จะมาแทงใส่เราหนึ่งกระบี่ เราสมควรยินดีต้อนรับท่าน"
มือขวาชายชรากุมกระบี่ มือซ้ายหิ้วห่อผ้าอยู่ห่อหนึ่ง กระบี่มิได้ชักออกจากฝัก ห่อผ้าก็มิได้แก้ออก กระบี่กับห่อผ้า เป็นเช่นดั่งตัวมันไม่ผิดเพี้ยน ธรรมดา และไม่สะดุดตา !
ในที่สุด ชายชราเอ่ยปากแล้ว ด้วยเสียงราบเรียบเป็นธรรมดา
"ในแผ่นดินยุคนี้ คนที่ควรค่าให้เราแทงใส่หนึ่งกระบี่ ยิ่งนานยิ่งน้อยตัวแล้ว"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งเขม้นมองมันแน่วนิ่งพลางถาม
"ท่านใช่ต้องการแทงใส่เราหนึ่งกระบี่หรือไม่ ?"
"ไม่ใช่ !"
"เพราะเหตุใด ?"
"เนื่องจากท่านไม่มีค่าตัวถึง"
ดวงตาซีเบ๊ยู่ฮ้งมีประกายโทสะขึ้นเล็กน้อย กระชากเสียง
"ต้องคนเยี่ยงไรจึงมีคุณค่าให้ท่านแทงใส่หนึ่งกระบี่ ?"
ชายชราพลันตอบไม่ตรงคำถาม
"ท่านเหตุใดไม่ถามเราเป็นผู้ใด ?"
"เราย่อมไม่ต้องถาม"
"ท่านรู้จักเรา ?"
ชายชรารู้สึกผิดคาดหมายจนต้องย้อนถาม แต่ซีเบ๊ยู่ฮ้งตอบด้วยสีหน้าเย็นชา
"ไม่รู้จัก"
ชายชราอึ้งเล็กน้อย แล้วกล่าว
"หากท่านไม่รู้จักเราเป็นผู้ใด ท่านย่อมสมควรถามเรา"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งก็พลันตอบไม่ตรงคำถาม
"ท่านใช่ทราบเรื่องหนึ่งหรือไม่ ?"
ชายชราย่อมไม่ทราบ เนื่องจากเพราะคำถามนี้ของซีเบ๊ยู่ฮ้ง มิได้หมายไปถึงเรื่องอันใดเลย
ชายชราจึงมีแต่สงบปากคำ
แต่ซีเบ๊ยู่ฮ้งรอให้มันเอ่ยปากอยู่
เงียบงันกันไปชั่วครู่
หลวงจีนงึกคุยกับนักพรตปามิ่นที่อยู่ด้านข้าง พลอยสงบปากคำไว้บ้าง เพราะอย่างไรพวกท่านมิใช่เป็นประมุขของป้อมอินทรีเหินฟ้านี้
ในที่สุด ยังคงเป็นชายชราเอ่ยปาก
"เรื่องอันใด ?"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งมีสีหน้าคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม ส่งเสียงราบเรียบ
"ในแผ่นดินยุดนี้ ผู้ควรค่าให้เราถามมันเป็นผู้ใด ก็ยิ่งนานยิ่งเหลือน้อยแล้ว"
ใบหน้าชายชรามีรอยยิ้ม ผงกศีรษะกล่าว
"เป็นซีเบ๊ยู่ฮ้งจริงๆ เป็นซีเบ๊ยู่ฮ้งจริงๆ
"ท่านเป็นผู้ใด ?"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งมิได้ถาม ผู้ถามคือหลวงจีนงึกคุย
ชายชราหันไปหัวร่อให้ พลางถาม
"อย่างไรก็เป็นหลวงจีนงึกคุย (เสียเปรียบ) ยินยอมเสียเปรียบ"
นักพรตปามิ่นเอ่ยปากขึ้นบ้าง
"หากเราเดาไม่ผิด ท่านน่ากลัวเป็นนักฆ่าชั้นยอดที่สุดของแผ่นดินยุคนี้นามอาวเอี๊ยงเจ็กนับ ฉายาเจ็กเกี่ยมเชยกิม (หนึ่งกระบี่พันตำลึงทอง)"
รอยยิ้มของชายชรายิ่งเข้มข้นกว่าเดิม กล่าว
"ชาวยุทธ์เล่าขาน คนที่ใช้กระบี่ต่างไม่อาจหนีรอดสายตาเจ้าสำนักบู๊ตึงไปได้ ดูท่าเป็นวาจาไม่ผิดสักน้อยนิดจริงๆ…"
นักฆ่า เป็นอาชีพเก่าที่สุดอาชีพหนึ่ง
แต่ต้องมิใช่เป็นอาชีพที่ปลอดโปร่งเด็ดขาด
ดังนั้น นักฆ่าชั้นดีจึงมีไม่มาก
นักฆ่าชั้นสูงยิ่งน้อยกว่า
เจ็กเกี่ยมเชยกิมอาวเอี๊ยงเจ็กนับ ยิ่งเป็นนักฆ่าชั้นสูงสุดของแผ่นดินยุคนี้
มันฆ่าคน เพียงแทงออกไปกระบี่เดียว …กระบี่เดียวเท่านั้น !
แต่คุณค่าคือหนึ่งพันตำลึงทอง …ทองคำหนึ่งพันตำลึง !
ดังนั้น มันจึงมีฉายา 'กระบี่พันตำลึงทอง'
ดังนั้น มันจึงเป็นนักฆ่าชั้นสูงสุด
ทุกคนต่างทราบมีคนเช่นนี้อยู่ แต่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นคนเช่นนี้ดั่งนี้
อย่างไรก็ตาม ทองคำหนึ่งพันตำลึงมิใช่เป็นจำนวนเล็กน้อย ผู้สามารถใช้เงินจำนวนนี้มีไม่มากจริงๆ
คนที่ยินดีทุ่มเงินจำนวนนี้ยิ่งน้อย !
เนื่องเพราะมันเพียงแทงกระบี่เดียว มิว่าผู้ถูกแทงจะตายหรือยังเป็น มันต้องไม่แทงกระบี่ที่สองเด็ดขาด !
แต่เงินหนึ่งพันตำลึงทอง มันยังต้องรับไปตามจำนวน
ดังนั้น แม้คนที่ยินดียอมทุ่มเททองคำจำนวนนี้ ยังต้องเสี่ยงอยู่เล็กน้อย
หากแม้นกระบี่เดียวแทงเป้าไม่ตาย มิเพียงจุดมุ่งหมายล้มเหลวเท่านั้น ทองคำหนึ่งพันตำลึงที่กินทั้งชาติยังไม่หมดสิ้น ต้องสลายหายวับไปกับตาด้วย
แต่จวบจนบัดนี้ ยังมิเคยได้ยิน มีผู้ว่าจ้างคนใดสูญเสียทองคำหนึ่งพันตำลึงไปเปล่าๆเลย
ซึ่งหมายความ กระบี่เดียวของมันไม่เคยเพลี่ยงพล้ำล้มเหลวมาเลย
นับเป็นนักฆ่าชั้นสูงได้จริงๆ
แน่นอน ย่อมเป็นนักฆ่าที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเช่นกัน !
แต่ดูแล้ว มันเป็นชายชราปกติธรรมดาเท่านั้น ไม่มีเค้าน่าสะพรึงกลัวแม้สักน้อยนิด
ผู้ใดยอมเชื่อ มันเป็นนักฆ่าร้ายกาจที่สุด
ซีเบ๊ยู่ฮ้งเชื่อ !
หลวงจีนงึกคุยเชื่อ !
นักพรตปามิ่นเชื่อ +
พวกท่านต่างเชื่อสนิทใจ !
เนื่องเพราะพวกท่านต่างทราบ คนที่ยิ่งน่ากลัว ปกติดูแล้วต่างคล้ายเป็นคนธรรมดาสามัญ !
นี่เรียกว่า 'คนเราไม่อาจวัดด้วยรูปเค้า'
อาวเอี๊ยงเจ็กนับมองหน้าซีเบ๊ยู่ฮ้ง พลางกล่าว
"ที่เราว่าท่านไม่ควรค่าให้เราแทงใส่หนึ่งกระบี่ เนื่องเพราะไม่มีคนให้ทองคำเราหนึ่งพันตำลึง มาซื้อศีรษะท่านจากเรา ท่านย่อมทราบ นักฆ่ากระทำเรื่องราวใด ต่างต้องมีคุณค่าตอบแทนอยู่"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งส่งเสียงเย็นชา
"เมื่อเช่นนี้ ท่านเหตุไฉนมาในป้อมปวยเอ็งเป้าเราแต่เช้าตรู่ ท่านย่อมมิใช่จงใจมาเพื่อให้เราถาม ท่านเป็นผู้ใดกระมัง ?"
นักพรตปามิ่นถามบ้าง
"เราคล้ายจำได้ ท่านบอกว่าลิ่วฮวยฮวยมาแล้ว ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับตอบ
"เราบอกเช่นนั้นจริงๆ"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งรีบถาม
"จุดประสงค์ที่ท่านมาวันนี้ เพียงต้องการกล่าววาจานี้ประโยคเดียว ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับสั่นศีรษะตอบ
"ย่อมมิเพียงเท่านี้ เรายังจะบอกกับท่าน น่ากลัวลิ่วฮวยฮวยวันนี้มีมาแต่ไม่ถึง"
"เราไม่เข้าใจความหมายของท่าน ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับมีรอยยิ้มที่พิกลขัดตา กล่าวช้าๆ
"ท่านต้องเข้าใจแน่ คนที่ถูกฆ่าในระหว่างทาง เรียกว่ามีมาไม่ถึง หรือกระทั่งเยี่ยงนี้ท่านก็ยังไม่เข้าใจ ?"
หลวงจีนงึกคุยโพล่งด้วยความตระหนก
"ท่านว่าผู้ใดถูกฆ่า ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับตอบหูเย็นชา
"หรือท่านหูหนวก ?"
นักพรตปามิ่นแค่นเสียงเย็นชา
"มันย่อมไม่ใช่คนหูหนวก ยิ่งไม่ใช่คนปัญญาอ่อน ท่านเข้าใจ มันย่อมเชื่อวาจาท่าน ?"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งเบิ่งตาแค่นเสียง
"จนตอนนี้เราจึงเข้าใจ ท่านมาด้วยสาเหตุใด ที่แท้มาเพื่อล้อเล่นเท่านั้น !"
หยุดเล็กน้อย ซีเบ๊ยู่ฮ้งเค้นเสียงเย็นยะเยียบ
"แต่เสียดาย เราไม่ชมชอบการล้อเล่นเช่นนี้ของท่าน"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับหลุบตาตอบ
"ที่ยิ่งน่าเสียดายก็คือ เราไม่เคยล้อเล่นกับผู้คนมาก่อนเลย"
หลวงจีนงึกคุยพึมพำเบาๆ
"ในแผ่นดินยุคนี้ คนที่สามารถฆ่าลิ่วฮวยฮวยมีไม่มาก"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับส่งเสียงราบเรียบ
"ท่านบอกไม่ผิดแม้แต่น้อย ที่เสียใจคือ ไม่มากมิใช่ความหมายไม่มี"
หยุดเล็กน้อย อาวเอี๊ยงเจ็กนับจึงกล่าวต่อ
"ที่ยิ่งเสียใจคือ เราพอดีเป็นหนึ่งในจำนวนไม่มากนั้นเอง !"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งสูดลมหายใจลึกๆ เข้าข่มกลั้นความพลุ่งพล่านไว้แล้ว กล่าวช้าๆ
"หากเราฆ่าคนไปผู้หนึ่ง เราคิดว่าเราต้องไม่จงใจเดินทางไปบอกแก่สหายรักของผู้นั้น เนื่องเพราะสหายรักของมัน ต้องฆ่าเราเพื่อล้างแค้นแทนมัน ท่านว่าใช่หรือไม่ ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับสวนคำ
"ปัญหาอยู่ที่ท่านมิใช่เรา ดังนั้น เราฆ่ามันแล้ว ยังจงใจเดินทางมาบอกกับสหายรักของมันเป็นพิเศษด้วย"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งขบกรามแค่นเสียง
"ประเสริฐมาก มิว่าอย่างไรเราชมชอบคนที่กล้าทำกล้ารับมาก"
หยุดเล็กน้อย ซีเบ๊ยู่ฮ้งเน้นทีละคำ
"ตอนนี้ชักกระบี่ของท่านเถิด"
นักพรตปามิ่นรีบกล่าวขึ้นบ้าง
"ก่อนท่านจะชักกระบี่ อย่างน้อยสมควรบ่งบอกให้กระจ่าง ท่านฆ่ามันด้วยสาเหตุใด ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับกล่าวด้วยสีหน้าตายด้าน
"เจ็กเกี่ยมเชยกิมฆ่าคน มีเหตุผลอยู่หนึ่งเดียวเสมอมา นั่นคือทองคำบริสุทธิ์หนึ่งพันตำลึง ไม่อาจขาดแม้สักตำลึงเดียว"
หลวงจีนงึกคุยจุ๊ปากแล้วกล่าว
"ไม่อาจขาดแม้สักตำลึงเดียวที่ยอดเยี่ยม"
หยุดเล็กน้อย หลวงจีนชรากล่าวต่อ
"เมื่อเช่นนี้ ท่านความจริงไม่สมควรตะเกียกตะกายมาบอกพวกเรา ท่านฆ่าลิ่วฮวยฮวยไป เนื่องเพราะท่านต้องทราบแก่ใจ พวกเราต้องฆ่าท่านล้างแค้นแทนมัน แม้นับว่าท่านใช้กระบี่เดียวฆ่าพวกเราไป อย่าว่าเป็นทองคำหนึ่งพันตำลึงเลย แม้สักตำลึงเดียวท่านก็ไม่ได้ไป หรือท่านไม่ทราบ ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับแย้มยิ้มกล่าว
"มิน่าเล่า ท่านจึงถูกเรียกเป็นหลวงจีนเสียเปรียบ คนที่ฉลาดปราดเปรื่องเกินไป มักจะเสียเปรียบได้ง่ายดาย"
พลันถอนหายใจแล้วกล่าวต่อไป
"เราบอกกับท่านตามความสัตย์เถิด นี่เป็นการขอร้องตอนก่อนตายของลิ่วฮวยฮวยให้เรากระทำเช่นนี้"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งแค่นหัวร่อถาม
"เราเหตุใดต้องเชื่อคำบอกเล่าของท่าน ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับกล่าว
"ชาวโลกต่างรู้จัก คนโบราณ 'มีอักษรเดียวพันตำลึงทอง' และรู้จักมีเราหนึ่งกระบี่พันตำลึงทอง แต่มิทราบ เรายังมีอีกหนึ่งพันตำลึงทองอยู่"
นักพรตปามิ่นโพล่งด้วยความสงสัย
"พันตำลึงทองใด ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับเน้นทีละคำ
"เราอาวเอี๊ยงเจ็กนับ (รับคำ) รับปากแล้วไม่คืนคำ มีคุณค่ากว่าหนึ่งพันตำลึงทอง !"
มันกวาดตามองทั้งสามแล้ว แค่นเสียงต่อ
"ชาวยุทธ์เพียงทราบ เราฆ่าคนใช้กระบี่เดียว แต่ไม่มีผู้ใดทราบ เราคบมิตรก็เป็นกระบี่เดียว"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งเย้ยหยัน
"ที่แท้ นักฆ่าก็รู้จักคบมิตรสหาย ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับส่งเสียงราบเรียบ
"ท่านอย่าลืม เราเป็นนักฆ่าชั้นสูง"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งแค่นเสียง
"เรามิเคยลืม งูที่มีสายงามสวยปานใด ชั้นสูงอีกเพียงไหน มันอย่างไรก็เป็นงูตัวหนึ่ง"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับหัวร่อฮาฮากล่าว
"ท่านเปรียบได้ยอดเยี่ยมมาก พร้อมกันนั้น ยังเตือนสติเราให้บอกแก่ท่านอีกเรื่องหนึ่ง นักฆ่าที่มิว่าจะอำมหิตปานใด โหดเหี้ยมเลือดเย็นเพียงไหน มันอย่างไรยังเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง"
หลวงจีนงึกคุยถาม
"ในเมื่อฆ่าคนใช้กระบี่เดียว เหตุใดคบมิตรก็ใช้กระบี่เดียวเช่นกัน ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับกล่าวช้าๆ
"มิว่าผู้ใด สามารถรับหนึ่งกระบี่ของเราได้ ผู้นั้นควรเป็นสหายเรา หากผู้รับกระบี่เดียวของเราไม่ตาย มันก็เป็นสหายเราไปชั่วชีวิต ขอเพียงมันมีการขอร้องใดต่อเรา เราต้องรับปากมัน หากแม้นตายไป ขอเพียงมันมีคำสั่งเสียใด เราต้องกระทำให้แก่มันจนได้ แต่จำกัดเพียงเรื่องเดียว นี่ก็คือ กระบี่เดียวฆ่าคน กระบี่เดียวคบมิตร"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งแค่นเสียง
"เข้าใจเรายอมเชื่อวาจาผีสางของท่าน ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับผงกศีรษะกล่าว
"คนเราที่จริงไม่สมควรเชื่อถือผู้อื่นโดยง่ายดาย"
มิทันขาดคำ พลันเหวี่ยงห่อผ้าในมือเข้าหาซีเบ๊ยู่ฮ้ง
ซีเบ๊ยู่ฮ้งใช้มือข้างเดียวรับไว้ ยามเมื่อมันแก้ห่อผ้า สีหน้ามันซีดขาวราวกระดาษทันที !
สีหน้าของหลวงจีนงึกคุยกับนักพรตปามิ่น ซีดสลดกว่าเสียอีก !
เนิ่นนานให้หลัง ซีเบ๊ยู่ฮ้งส่งเสียงแหบแห้ง
"เราทั้งที่ทราบ ปัญหานี้ต้องไม่ได้รับคำตอบ แต่เรายังต้องถาม ผู้ใดให้ท่านไปฆ่า ?"
อาวเอี๊ยงเจ็กนับหันกายผละไป ได้ยินเสียงช้าๆของมันตอบ
"เราทั้งที่ทราบว่าท่านต้องถาม เรายิ่งทราบ เราต้องไม่บอกกับท่าน"
**********
ในที่สุด ฟ้าสว่างเต็มที่แล้ว
ในที่สุด หมอกสลายไปหมดสิ้นแล้ว
มีแต่ลมยังคงโชยพัดอยู่
ลมฤดูใบไม้ผลิ
ลมฤดูใบไม้ผลิลูบไล้จิตใจคนให้เคลิบเคลิ้มได้ง่ายดาย
บนทางสายเปลี่ยว มีผู้เมามายจนเคลิบเคลิ้มอยู่คนหนึ่ง
มันย่อมมิใช่ดื่มลมจนเมาแน่
ความเป็นจริง ที่สามารถบันดาลให้ผู้คนเเมามาย มีแต่สุราเท่านั้น
คนที่ลุกขึ้นดื่มสุราจจนเมามายในตอนเช้าตรู่ คล้ายดั่งมีไม่มาก
คนที่ดื่มสุราจนเมามายในตอนเช้าตรู่ ยิ่งมีน้อยกว่ามากนัก
แต่เบื้องหน้ามีอยู่ผู้หนึ่งแล้ว
ท่าเมาของมันน่าชื่นชม
มันยังสามารถเดินทาง เดินด้วยร่างที่ส่ายไปๆมาๆ
แต่ระดับกลับไม่ช้า !
ยังเร็วกว่าคนที่ไม่เมาอย่างเด็ดขาด
คนเช่นนี้ แน่ใจว่าไม่เคยเห็นมากนัก
ทั้งแผ่นดินมีเพียงผู้เดียว ไม่มีคนที่สองเด็ดขาด
นั่นย่อมเป็นแป๊ะจุ่ยจือเซ็ง (เมธีจอมเมา) ฮ้อบ้วนปวย (หมื่นจอก)
ทุกคนต่างทราบ ยามเมื่อมันเมา มักชอบร้องเพลงเป็นที่สุด
มันตอนนี้กำลังเดินพลาง ตะเบ็งเสียงร้องเพลงไปพลาง
"เพลงยอดเยี่ยม เมธีจอมเมาที่ยอดเยี่ยม ฮ้อบ้วนปวย (หมื่นจอก) ที่ยอดเยี่ยม"
เสียงแจ่มใสพอดัง เงาร่างหนึ่งมายืนตัวตรงอยู่ที่เบื้องหน้าฮ้อบ้วนปวย ห่างกันเพียงห้าเชียะเท่านั้น
"หากลี้แป๊ะ (กวีมีชื่อในประวัติศาสตร์จีน) เกิดร่วมสมัยกับท่าน ลี้แป๊ะยังต้องละอายที่ด้อยกว่า"
ฮ้อบ้วนปวยยืนตัวส่ายไปมาโดยมิได้เดินทางต่อ ลืมตาที่หรี่ปรือเพราะความเมามองคนที่เบื้องหน้าแล้ว สะอึกสองครา จึงถาม
"ผู้ใดคือลี้แป๊ะ ? ลี้แป๊ะคือผู้ใด ? มันเกี่ยวข้องใดกับเรา ? เราเกี่ยวข้องใดกับมัน ?"
"ลี้แป๊ะมิได้เกี่ยวข้องกับท่าน เรามิได้เกี่ยวข้องกับท่าน"
ผู้มาที่มีรูปกายสูงใหญ่ ทีท่าแกล้วกล้าอาจหาญ ส่งเสียงหนักแน่นมีพลังกล่าวต่อ
"แต่มีผู้หนึ่งต้องเกี่ยวข้องกับท่านแน่นอน"
"ผู้ใด ?"
"เลียกนึ่งเกี่ยม กระบี่สตรีเด็ดเดี่ยว"
ฮ้อบ้วนปวยพลันเซเล็กน้อย คล้ายดั่งจะล้มลงด้วยความเมา
"นาง…อยู่ที่ใด ?"
มันเมาจนกระทั่งวาจายังตะกุกตะกักแล้ว
"ตามเรามาก็ทราบเอง"
ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่กล่าวจบคำแล้ว หันกายเดินไปในทางเล็กๆด้านซ้ายมือ
ฮ้อบ้วนปวยตะลึงลานกับที่ ดวงตาเมามายคล้ายมีหมอกบางบดบังอีกชั้นหนึ่ง
เห็นว่าคนผู้นั้นจะหายลับไปในป่าแล้ว ฮ้อบ้วนปวยพลันถอนใจยาว สาวเท้าก้าวตามบ้าง
ทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิงามตระการ นกร้องบุปผาเบ่งบาน
ดงไผ่เขียวขจี บึงน้ำระลอกพลิ้วสุดสายตา
ตึกน้อยงามกะทัดรัด ดั่งกวี ดั่งภาพวาด
ฮั้อบ้วนปวยตอนนี้อยู่ในตึกน้อยหลังนั้น
มันนั่งแน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหว ไม่มีทีท่าเมามายแม้สักน้อยนิด
มันมองร่องบุปผาในลานตึก
บุปผาเบ่งบานตระการตา
ผีเสื้อยิ่งงามสะคราญกว่า
ประกายตาของมันเคลื่อนไหวตามผีเสื้อ
มันมองจนเคลิบเคลิ้ม
นับว่าเคลิบเคลิ้มจนซึมเซาแล้ว
มิเช่นนั้นมันไฉนไม่รู้สึก ข้างกายมันมีคนเพิ่มขึ้นอีกผู้หนึ่ง
เป็นคนที่งามอย่างยิ่ง
งามกว่าบุปผา
งามกว่าผีเสื้อ
มิว่าผู้ใดเห็นแล้ว ต่างต้องชมว่านางงามสะคราญ
นางนั่งสงบนิ่ง
ประหนึ่งเป็นนางงามสลักจากศิลา
นางคล้ายกลัวก่อกวนให้ฮ้อบ้วนปวยตระหนก
นางเพียงแต่มองมันโดยสงบ
มันหันกายช้าๆ สายตาหยุดนิ่งที่ใบหน้านาง
มันเพ่งมองละเอียดอย่างยิ่ง มันพลันรู้สึก นางแปลกหน้ามาก
"ท่านเหตุใดต้องให้เรากระทำเรื่องรายนี้ ?"
"ข้าพเจ้าทราบ ท่านต้องยอมกระทำเรื่องราวใดแก่ข้าพเจ้า"
"ท่านเปลี่ยนมากแล้ว"
"มนุษย์ต่างต้องเปลี่ยนไป"
นางส่งเสียงละห้อยต่อ
"แต่ข้าพเจ้าทราบ ท่านมิได้เปลี่ยน มิได้เปลี่ยนเสมอมา"
***********
แรมหกค่ำ เดือนสาม
ในปฏิทินระบุ… ทุกเรื่องเป็นมงคล
แต่ซีเบ๊ยู่ฮ้งมีลางสังหรณ์ไม่เป็นมงคล
มันที่จริงมิใช่เป็นคนงมงายในโชคลาง
มันยิ่งแน่ใจ วันนี้เป็นวันอัปมงคล
เรื่องอัปมงคล มันเคยผ่านมามากมายอย่างยิ่ง
มันมิเคยพ่ายแพ้จนล้มลงเลย
ตอนนี้ก็เช่นกัน
ผู้ใดก็ไม่อาจพิชิตมันล้มลง
ดังนั้น มันในตอนนี้ ดูแล้วมิได้ผิดกว่ายามปกติ
ประสบการณ์นานปี เคี่ยวกรำจนมันมีความหนักแน่น เยือกเย็นจนคล้ายไร้น้ำใจ
มันกระจ่างอยู่เนิ่นนานแล้ว ความสามารถข่มใจให้เยือกเย็น ยังมีความสำคัญกว่าฝีมือดาบกระบี่เสียอีก
ดังนั้น มันตอนนี้ลืมการตายของลิ่วฮวยฮวยไปโดยสิ้นเชิง
มันตอนนี้เพียงจำเรื่องรายหนึ่ง นั่นคือประมุขป้อมดาวทระนง จะมาถึงก่อนอาทิตย์ตกดิน
เพียงประมุขป้อมแนแชเป้าเหยียบเข้ามาในป้อมปวยเอ็งเป้าครึ่งก้าว มันก็ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของประมุขป้อมแนแชเป้าโดยสิ้นเชิง
ไม่อาจเกิดผิดพลาดใดๆเลยเด็ดขาด
แม้แต่สักน้อยนิดก็ไม่ได้ !
ป้อมปวยเอ็งเป้าที่กว้างใหญ่ไพศาล มันไปสำรวจมาจนแทบครบทุกซอกมุม
การป้องกันความปลอดภัยที่มีอยู่เดิม ถูกสั่งเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าโดยด่วน
มันมีคำสั่ง ตรวจอาคันตุกะโดยละเอียด ผู้เคยมีประวัติความเป็นมาไม่ชัดเจนห้ามเหยียบย่างเข้าป้อมแม้สักก้าวเดียว
มันออกคำสั่ง งานเลี้ยงในคืนนี้ มิว่าผู้ใดห้ามพกอาวุธ
มันตรวจรายการอาหารด้วยตนเอง มิว่าผู้ใดต่างไม่อาจเปลี่ยนแปรรายการอาหาร กับวิธีปรุงโดยเด็ดขาด
มันยังมีคำสั่งพิเศษ ให้คนอีกขบวนหนึ่ง ควบคุมผู้อยู่ในห้องครัวโดยเข้มงวด
มันสั่งปิดห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่เลี้ยงต้อนรับ ผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องบุกรุกแม้เพียงก้าวเดียว ต้องถูกประหารโดยไม่สอบถามสาเหตุ
กระทั่งห้องน้ำห้องส้วม มันยังได้ตรวจตราด้วยตนเอง และตั้งหน่วยป้องกันกับกองซุ่มไว้
นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย !
กระทั่งชุนเม้งหม่อ คนสนิทคู่ใจที่ติดตามมันมานานปี ยังต้องตระหนกจนสะดุ้งเฮือกใหญ่
การป้องกันความปลอดภัยระดับนี้ พอจะใช้คำ 'เข้มแข็งดั่งปราการทองแดง' น้าไม่อาจกระเซ็นไปแม้สักหยดเดียวได้
มันเชื่อมั่น หากกระบี่มุทิตาแฮ่บ้อเช้ง หรือเจ็กเกี่ยมเชยกิมอาวเอี๊ยงเจ็กนับจะมาอีกครั้ง อาจเดินตัวตรงเข้ามา แต่ถูกหามส่งออกไปอย่างแน่นอน
หากมันเป็นผู้ชมชอบอวดโอ่ประโคม มันต้องบอก กระทั่งแมลงวัน ยังไม่สามารถบินเข้ามา
มันมิใช่เเป็นคนชมชอบอวดโอ่ประโคม มันเป็นเพียงคนที่รอบคอบสุขุมเท่านั้น
จวบจนตอนนี้ มันยังวุ่นวายอยู่ในห้องโถงใหญ่
ผู้ติดตามมันมิใช่ชุนเม้งหม่อ
ยามปกติ เรื่องที่ชุนเม้งหม่อจะกระทำ ที่จริงมีมากหลายอยู่แล้ว เรื่องที่มันต้องกระทำในวันนี้ ย่อมมีมากมายกว่าธรรมดา
ซีเบ๊ยู่ฮ้งมักบอกกับผู้คนว่ามันมีสามมือ
มืออีกข้างหนึ่งคือชุนเม้งหม่อนี่เอง
ความเชื่อถือที่ซีเบ๊ยู่ฮ้งมีต่อชุนเม้งหม่อ เช่นเดียวกับมันเชื่อถือในตัวเอง
ที่จริงเรื่องนี้ควรเป็นชุนเม้งหม่อกระทำ แต่มันทราบ วันนี้ชุนเม้งหม่อต้องไม่มีเวลาปลีกตัวมา มันจึงเชิญผู้หนึ่งมาช่วยเหลือตั้งแต่แรก
นี่เป็นเรื่องมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ตรวจสุรา !
งานเลี้ยงย่อมมีสุรา ไม่มีสุราเรียกเป็นงานเลี้ยงได้อย่างไร ?
ตรวจสุรา ย่อมมิใช่ตรวจว่าเป็นสุราชั้นดีหรือชั้นเลว
สุราที่ใช้ในงานเช่นนี้ มิต้องบอกย่อมทราบ เป็นสุราชั้นเลิศ ราคาลิบลิ่ว
ดังนั้น การตรวจสุรา ย่อมเป็นการตรวจว่าในสุรามียาพิษหรือไม่ ?
นี่นับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดจริงๆ
ทุกคนต่างทราบ หากในสุรามียาพิษ นั่นต้องไม่ใช่เรื่องล้อเล่นจริงๆ
คนที่ซีเบ๊ยู่ฮ้งเชิญมาช่วย ย่อมเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องยาพิษ
มิเพียงเชี่ยวชาญเท่านั้น ยังเป็นยอดฝีมือในเรื่องนี้
มันคือต๊กโกวซิ ฉายาทีตั๊กจื้อ (จอมพิษเทียมฟ้า) ที่มีชื่อกระเดื่องเลื่องแผ่นดิน
ชาวยุทธ์ที่รู้จักใช้พิษมีมากมายหลากหลาย แต่สามารถใช้พิษจนถึงระดับต๊กโกวซิคล้ายดั่งมีไม่มากเลย
ดังนั้น เวลาที่มันตรวจสุรา จึงผ่านไปรวดเร็วอย่างยิ่ง สุราสองร้อยไหเหลือเพียงไม่ถึงสิบไหก็จะเสร็จสิ้นการตรวจ
ซีเบ๊ยู่ฮ้งพลันเห็นชุนเม้งหม่อเดินมาแต่ไกล
มันยังเห็น สีหน้าของชุนเม้งหม่อเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
มันจึงตบบ่าต๊กโกวซิเบาๆ แล้วก้าวอาดๆออกไป
**********
ปวยเอ็งเป้ามีอาณาเขตกว้างใหญ่เท่าใด ?
ปวยเอ็งเป้ามีขุมกำลังแท้จริงมากน้อยเพียงไหน ?
คนภายนอกยากจะทราบได้
เนื่องเพราะนั่นเป็นความลับของปวยเอ็งเป้า
หากคำนวณตามห้องเก็บฟืน ผู้คนในป้อมอย่างน้อยต้องมีมากกว่าหนึ่งพัน
เนื่องเพราะห้องเก็บฟืนของป้อม ถึงกับสร้างเป็นห้องศิลาแถวยาว
ไม่มากไม่น้อย มียี่สิบสองห้องพอดี
ชุนเม้งหม่อในตอนนี้ อยู่ในห้องเก็บฟืนห้องที่สิบแปด
ห้องเก็บฟืนที่จริงควรมีกองฟืน แต่ตอนนี้ถึงกับมีศพเรียงรายอยู่แปดซาก
ซีเบ๊ยู่ฮ้งหน้าบูดบึ้งตึงเครียด
ชุนเม้งหม่อหน้าซีดจนเขียว
ทั้งสองกำลังก้มตัวตรวจซากศพเหล่านั้น
พวกเหล่านั้นพลันฟื้นคืนมา
ที่แท้มิใช่คนตาย พวกมันเพียงแต่ถูกจี้จุดไว้ !
"โอ๊วฉิก"
ชุนเม้งหม่อส่งเสียง พลางจ้องมองชายฉกรรจ์คิ้วหนาตาโตผู้หนึ่ง ถามต่อไป
"เป็นเรื่องราวใดกันแน่ ?"
"น้อมเรียนเป้าจู๊ ชุนจ้งก้วง (พ่อบ้าน) พวกบริวารเป็นกองซุ่มหน่วยที่แปดสิบเจ็ด"
ชายฉกรรจ์คิ้วหนาตาโตนามโอ๊วฉิกรายงานด้วยความหวาดหวั่นขวัญเสียต่อ
"เที่ยงวันนี้เข้าเปลี่ยนเวรไม่นาน เห็นมีเงาร่างสายหนึ่งบุกรุกเข้ามา จากนั้นถูกจี้จุดจนสิ้นสติไป"
ชุนเม้งหม่อกระชากเสียงด้วยโทสะ
"กระทั่งสัญญาณเตือนภัยยังไม่ทันส่ง ?"
ชายฉกรรจ์คิ้วหนาตาโตก้มศีรษะต่ำ เหงื่อกาฬทะลักลงโซมหน้า
ชุนเม้งหม่อยิ่งมีโทสะ กระชากเสียง
"เจ้าไฉนไม่บอกเล่า โอ๊วฉิก ?"
โอ๊วฉิกพลันคุกเข่าโครมลงไป อีกเจ็ดคนพลอยคุกเข่าตามบ้าง โอ๊วฉิกส่งเสียงสั่นสะท้าน
"บริวารสมควรตาย บริวารกระทั่งเงาร่างของมัน ยังไม่ทันเห็นชัดเจน"
"เลี้ยงพวกสัดใส่ข้าวดั่งเจ้าเหล่านี้ทำกระไร ?"
ชุนเม้งหม่อตวาด แล้วเตะโอ๊วฉิกแล้วกลิ้งหลุนๆออกไป
โอ๊วฉิกกลิ้งไปจนถึงมุมห้อง โลหิตไหลรินจากริมฝีปาก แต่ยังคงคุกเข่ากับพื้น มิกล้าส่งเสียงแม้สักแผ่วเบา
ชุนเม้งหม่อหันมองซีเบ๊ยู่ฮ้ง ก้มศีรษะกล่าว
"พวกบริวารขอรับโทษทัณฑ์จากเป้าจู๊"
"วันนี้เป็นวันสำคัญยิ่งใหญ่ ผู้มาย่อมต้องเป็นบุคคลยิ่งใหญ่"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งกล่าวแล้วระบายลมจากปากยาวๆ ส่งเสียงต่อ
"แล้วพวกมันไหนเลยจะรับมือได้ ?"
จบคำหันกาย เดินออกจากห้องเก็บฟืนไป ด้านหลังมีเสียงเซ็งแซ่
"ขอบคุณเป้าจู๊ที่ไม่ลงโทษ"
ซีเบ๊ยู่ฮ้งควบคุมบริวาร โดยระบุโทษทัณฑ์ความชอบไว้ชัดเจน ยิ่งไม่ลำเอียงเด็ดขาด
ดังนั้น พวกบริวารนอกจากเกรงกลัวมันแล้ว ยังให้ความเคารพเทิดทูนมันสูงสุดด้วย
ยามปกติ ความผิดที่ร้ายแรงนี้ การลงโทษของซีเบ๊ยู่ฮ้ง กราดเกรี้ยวรุนแรงอย่างยิ่ง
แต่วันนี้ มันกระทั่งยังมิได้ด่าแม้สักคำเดียว
เนื่องเพราะเพียงเช้าตรู่วันนี้ ก็มีถึงสองคนที่สามารถถไปมาต่อหน้ามันได้ตามใจชอบ
กระทั่งมันยังสกัดกั้นไม่อยู่ อย่าว่าแต่พวกบริวาร !
ฝีเท้าของซีเบ๊ยู่ฮ้งหนักอึ้งอย่างยิ่ง
หัวใจของมันยิ่งหนักอึ้งกว่า !
การป้องกันที่มันอวดโอ่ว่าเข้มแข็งดั่งกำแพงเหล็ก ปราการทองแดง ถึงกับไม่เพียงพอให้บุกรุกสักครั้ง !
วิทยายุทธ์ของผู้นั้น นับว่าสูงส่งจนน่าสะพรึงกลัวจริงๆ !
มันเป็นผู้ใด ?
มันมาทำกระไร ?
มันย่อมมิใช่มาดื่มสุรา
ฆ่าคน ?
หากว่าใช่ ฆ่าผู้ใด ?
ซีเบ๊ยู่ฮ้ง ? ประมุขป้อมดาวทระนงกีเต้งแช ? หรืออาคันตุกะที่มาชมพิธี ?
หากว่าใช่ เหตุใดจึงต้องเลือกวันนี้ ?
ไฉนไม่เป็นวันธรรมดา ?
วันธรรมดา อย่างน้อยการป้องกันต้องผ่อนคลายกว่านี้มากนัก
การป้องกันผ่อนคลาย โอกาสได้ผลยิ่งสูง
หรือมันไม่เข้าใจเหตุผลนี้ ?
มีแต่คนปัญญาอ่อนจึงไม่เข้าใจ
ผู้นั้นต้องไม่ใช่คนปัญญาอ่อนเด็ดขาด
**********
เรื่องที่คิดไม่ออกควรสลัดทิ้งชั่วคราวจึงประเสริฐ มิเช่นนั้น ง่ายต่อการว้าวุ่นจนหลงผิด ยิ่งคิดยิ่งห่างไกลความจริง ยิ่งคิดยิ่งไม่ใช่เป็นเรื่องนั้นแล้ว
ดังนั้น ซีเบ๊ยู่ฮ้งตอนนี้ต้องการดื่มสุรา
สุรา สามารถผ่อนคลายความตื่นเต้นให้ผู้คน
สุรา สามารถบันดาลให้ผู้คนพลันมีจินตนาการ
มีแต่คนโง่เขลาจึงไม่ดื่มสุรา !


      Post Request

 

 

หอสะสมตำรา
หอสะสมตำรา (ว. ณ เมืองลุง)