ฤทธิ์มังกร

ไทยพัฒนาการพิมพ์ 2514

ผู้แต่ง : ผู้แปล : ส. ณ เมืองกรุง
จำนวนเล่มจบ : เล่มเล็ก - ไทยพัฒนาการพิมพ์ - อ้างอิงปี พ.ศ. 2514
ข้อมูลเพิ่มเติม :

เนื้อเรื่องย่อ :

บทที่ ๑
อาชีพสารเลว

ในวันนั้น บรรยากาศบนท้องฟ้าช่างมืดครึ้มอย่างน่าสพึงกลัว หมู่เมฆต่างรวมตัวจับกันเป็นกลุ่มก้อน ลอยลงสู่เบื้องต่ำด้วยกระแสเบื้องบนผลักดัน เมฆดำก้อนมหึมาทำท่าคล้ายจะล่วงมาสู่พื้นภิภพในบัดดล สภาพเช่นนี้เป็นผลสะท้อนให้บรรยากาศในพื้นภิภพแถบบริเวณนั้นอบอ้าว มืดครึ้มแทบจะมองอะไรไกลๆไม่เห็น
ณ บนถนนเส้นทางสายเล็กสายหนึ่งซึ่งแยกออกมาจากถนนสายใหญ่ ปูลาดด้วยแผ่นหินสีเขียวสองฟากทางของถนนเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงรายตลอดทาง ถนนสายเล็กๆสายนี้ไปสุดเอาที่ฮวงซุ้ยโบราณมหึมาลูกหนึ่ง ถ้าจะสังเกตุให้ดีจะเห็นว่าบนพื้นถนนซึ่งปูลาดด้วยแผ่นหินสีเขียวนั้น มีรอยเท้าใหม่ๆของคนและม้าย่ำเป็นรอยสกปรกอยู่ทั่วไป และเมื่อมองไปที่ฮวงซุ้ยลูกนั้นก็ปรากฏว่า เบื้องบนรอบๆของฮวงซุ้ยบัดนี้ได้มีบุรุษฉกรรจ์ประมาณห้าสิบถึงหกสิบคน ใช้เชือกรัดเอวเหนี่ยวรั้งร่างไว้ ต่างใช้เหล็กสกัดแหลมคมจ่อลงไปที่ซอกหินของฮวงซุ้ย แล้วใช้ฆ้อนทุบสกัด เพื่อที่จะงัดแงะแผ่นหินของฮวงซุ้ยลูกนั้นให้หลุดออกมา จากเสียงฆ้อนกระทบเหล็กของบุรุษฉกรรจ์เหล่านั้นช่างเป็นเสียงรบกวนประสาทแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก
ห่างจากบริเวณดังกล่าวออกไป ประมาณยี่สิบกว่าเชี๊ยะ มีเสาใหญ่ต้นหนึ่งสูงประมาณสิบสามเชี๊ยะปักอยู่ที่ปลายเสามีรอกใหญ่พร้อมทั้งเชือกติดอยู่ ซึ่งแสดงว่ามันเป็นเครื่องมืออันหนึ่งสำหรับฉุดลากหินก้อนใหญ่ที่เหล่าชายฉกรรจ์กำลังสกัดอยู่ให้หลุดออกจากฮวงซุ้ย
ในขณะเดียวกันนั้นมีบุรุษฉกรรจ์สองคน ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและเม็ดเหงื่อกำลังขมักเขม้นใช้เหล็กสลักอันใหญ่ผิดกับของผู้อื่นตีปักลงไปใจกลางก้อนหินแผ่นใหญ่ ซึ่งเหล่าบุรุษฉกรรจ์กำลังสกัดอยู่รอบๆหินแผ่นดังกล่าวนั้น
ห่างออกไปจากความชุลมุนของสถานที่ดังกล่าว ภายใต้ต้นสนสูงใหญ่ ปรากฏว่ามีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งอายุประมาณยี่สิบห้าปี รูปร่างสง่างามหน้าตาคมคายสวมอาภรณ์ชุดสีเขียวอ่อน ในมือถือพัดจีบด้ามทำด้วยกระดูกสีเขียวขจียืนอยู่อย่างสงบนิ่ง แต่สายตากลับมองไปเบื้องบนท้องฟ้าอย่างมีความสุข ดั่งประหนึ่งนักกวีเอกที่กำลังมีอารมณ์อยู่กับธรรมชาติเบื้องบน เบื้องหลังสถานที่ๆชายผู้นั้นยืนอยู่ห่างกันประมาณยี่สิบห้าเชี๊ยะเป็นปากทางเข้าสู่ฮวงซุ้ย ตรงปากทางนี้มีแผ่นป้ายทองคำกลมแขวนอยู่กับกิ่งไม้ฟากละอัน โดยแผ่นซ้ายมีอักษรจารึกว่า "เชียม" (ซ่อน) แผ่นขวามือจารึกว่า "เล้ง" (มังกร) เมื่อเอาความหมายทั้งสองแผ่นมารวมกันเข้าหมายความว่า "เชียมเล้ง" (ซ่อนมังกร)
ณ ถนนสายใหญ่ออกไปขณะนั้นปรากฏว่า มีรถม้าคันหนึ่ง ซึ่งบุรุษทำหน้าที่เป็นสารถีสรวมอาภรณ์ด้วยชุดกันฝน พร้อมที่ป้องกันฝนซึ่งทำท่าจะตกมาในบัดดล กำลังบ่ายหน้ามาทางสถานที่ตั้งของฮวงซุ้ยโบราณลูกดังกล่าว ขณะที่รถม้าคันนั้นกำลังวิ่งเกือบถึงปากทางเข้าฮวงซุ้ย ก็ปรากฏมีเสียงสตรีลอดออกมาจากในรถคันนั้นว่า
"โฮ้วตั๊วกอ หยุดรถ"
บุรุษผู้ทำหน้าที่สารถีส่งเสียงตวาดและบังคับให้ม้าหยุดทันที พร้อมทั้งบุรุษผู้นั้นก็เลิกหมวกกุ้ยเล้ยขึ้น ซึ่งทำให้เห็นใบหน้าเขาได้อย่างชัดเจน ใบหน้านั้นเข้มคิ้วทั้งสองข้างดกหนา โหนกแก้มสูง สายตาคมวาวเหมือนสายฟ้า มีตำหนิที่สพดุดตาคือแผลเป็นใหญ่ที่เหนือคิ้วซ้ายดูเผินๆแล้วรู้สึกน่าเกรงขาม แต่ถ้าหากได้พิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะมีความรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้มีลักษณะสมชายชาตรี
ขณะที่บุรุษผู้นี้เงยหน้าขึ้นสายตาเขาก็ไปสะดุดเข้ากับแผ่นป้านทองคำที่แขวนอยู่ปากทางเข้าฮวงซุ้ย พลันสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างไม่สพอารมณ์ทันที พร้อมกับพูดว่า
"แชโกวเนี้ย ฝนใหญ่เริ่มจะตกลงมาแล้ว จอดอยู่ที่นี่นานจะเป็นการไม่สะดวก พวกเรารีบออกเดินทางต่อไปดีกว่า"
แต่คำพูดเขาไม่ได้เกิดผลอันใด เพราะกลับได้ยินเสียงประตูรถม้าเปิดออก พร้อมกับมีร่างของสตรีสาวผู้หนึ่งอายุประมาณสิบหกปี สรวมอาภรณ์ชุดสีเขียวหน้าตาหมดจด ลอดลงมาจากเก๋งรถ เมื่อลงมายืนอยู่บนพื้นดินข้างล่างเรียบร้อยแล้ว ก็เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วส่ายหน้าพร้อมกับพำพัมออกมาเบาๆ
"ท้องฟ้ามืดครึ้ม จนน่าสพึงกลัว"
จากนั้นนางชี้มือไปเบื้องหน้า แล้วหันหน้ามาทางบุรุษผู้ทำหน้าที่สารถี
""โฮ้วตั๊วกอ แผ่นทองคำสองอันที่แขวนอยู่บนต้นไม้นั้นมีความหมายอย่างไร ?"
คำถามของสตรีผู้นั้นทำให้บุรุษผู้ถูกถามถึงกับสดุ้งพร้อมกับมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม สบถแช่งด่าออกมาเบาๆ พอให้สตรีผู้นั้นได้ยิน
"บัดซบ ไอ้พวกบู๊ลิ้มสิ้นคิด กระทำการสารเลวขึ้นอีกแล้ว"
สตรีสาวผู้นั้นถึงกับแสดงท่าตกใจ เบิ่งตาดำคมแสดงถึงความสงสัยและงงงวย มองหน้าบุรุษสารถีแล้วถามขึ้น
"โฮ้วตั๊วกอ บู๊ลิ้มสิ้นคิดหมายความว่าอย่างไร ? และกำลังทำสิ่งอันใดที่สารเลวอยู่หรือ ?"
ถามเสร็จพร้อมกับเดินไปข้างหน้า จนบุรุษสารถีซึ่งนั่งอยู่บนรถม้าต้องรีบร้องตะโกนลงมา
"แชโกวเนี้ย หยุด!"
แล้วร่างของเขาก็กระโดดไปบนอากาศข้ามหัวสตรีสาวพุ่งลงมาดักหน้าไว้ เพื่อเป็นการห้ามสตรีสาวไม่ให้เดินต่อไปอีกอย่างเด็ดขาด
สตรีสาวตกใจหยุดชะงักอยู่กับที่ทันที แล้วพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือ
"ข้าพเจ้าเพียงแต่ อยากเข้าไปมองดูใกล้ๆแผ่นป้ายนั้นสักหน่อยเท่านั้น โฮ้วตั๊วกอจงยกโทษและอย่าได้โกรธเคืองข้าพเจ้าเลย"
ชั่วขณะนั้นสีหน้าของนางมองดูรู้สึกน้อยอกน้อยใจน้ำตาคลอหน่วย หันหน้ามาทางบุรุษสารถีผู้นั้นคล้ายกับวิงวอนขอโทษ ยามนั้น แม้ว่าบุรุษใดได้ยลสีหน้าของนางซึ่งแสดงออกมาอย่างไร้เดียงสา ไร้มารยา แม้ว่าบุรุษนั้นจะมีหัวใจแข็งแกร่งเพียงใด ก็อดจะเวทนาสงสารในความไร้เดียงสาของนางมิได้
และก็เช่นเดียวกัน บุรุษสารถีผู้นั้นถึงกับทอดถอนใจ แล้วพูดปลอบใจนางว่า
"มิได้ แชโกวเนี้ย ข้าพเจ้ามิได้โกรธเคืองท่านเลย เพียงแต่ข้าพเจ้าเป็นห่วงธุระสำคัญของพวกเราเท่านั้น และถ้าหาก แชโกวเนี้ยท่านไปพบไอ้พวกบู๊ลิ้มสิ้นคิดสารเลวเหล่านั้นเข้า ก็จะทำให้เป็นที่ขัดเคืองลูกนัยตาและไม่สบายใจเสียเปล่าๆ จงรีบเดินทางไปโดยเร็วดีกว่า"
สตรีสาวหันหน้ามองไปที่แผ่นป้ายทองคำทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง เพ่งมองตัวอักษรบนนั้นแล้วพึมพัมออกมา
"เชียม…เล้ง ดูอักษรสองคำนี้แล้วรู้สึกว่าจะมีความหมายโอ่อ่าดี แต่มันจะมีความลึกซึ้งอย่างไรนั้นน่าสงสัยอยู่"
บุรุษสารถีเอ่ยว่า
"เชียมเล้งปั๊ง (สำนักซ่อนมังกร) ไอ้พวกเดนตายเหล่านี้มีอาชีพตั้งหน้าตั้งตาขะโมยขุดฮวงซุ้นเก่าแก่โบราณ ช่างเป็นที่หน้ารังเกียจและอับอายในวงการบู๊ลิ้ม"
สตรีสาวได้แต่อ้าปากแต่มิได้มีเสียงพูดว่ากระไร และตลอดเวลาที่บุรุษและสตรีสนมนากันอยู่นั้น เสียงฆ้อนกระทบเหล็กสกัด มังคงดังแว่วอยู่ไม่ขาดสาย
สตรีสาวหมุนตัวกลับเดินตรงไปยังรถม้า แต่ก็อดที่จะหันหน้าไปมองดูแผ่นป้ายทองคำอีกมิได้ ส่วนบุรุษสารถีก็เดินติดตามอยู่เบื้องหลังอย่างใกล้ชิด เมื่อมาถึงข้างรถม้าสตรีสาวก็เอื้อมมือไปเปิดประตูเก๋ง แต่ยังไม่ยอมก้าวขึ้นไปทันที กลับหันหน้ามาพูดกับบุรุษสารถี
"โฮ้วตั๊วกอ ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว ผู้คนของเชียมเล้งปั๊ง ได้ทำการขะโมยขุดฮวงซุ้ยอยู่ข้างหน้า จึงได้เอาแผ่นป้ายทองคำมาแขวนไว้ปากทางเข้า เพื่อต้องการให้บุคคลในบู๊ลิ้มที่บังเอิญมาพบเห็นเข้าแล้วหลีกทางให้แก่พวกททันใช่หรือมิใช่? "
บุรุษสารถีผู้นั้นผงกศีรษะรับแสดงว่า คำพูดของสตรีสาวผู้นั้นถูกต้อง แล้วตอบสั้นๆ
"ใช่"
สตรีสาวผู้นั้น ได้เบิ่งตาอันกลม โตขึ้นกว่าเก่า แล้วพูดต่อไปอีก
"แต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า ผู้คนของเชียมเล้งปั๊งนั้นจะเก่งกาจอาจหาญเพียงใด ? ขนาดถึงกับกล้าเอาทองคำออกมาแขวนในขณะที่พวกมันกระทำสิ่งสารเลวอยู่ แล้วไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องพวกมันเลย"
สตรีสาวพูดเสร็จพร้อมกับจับจ้องหน้าบุรุษสารถี แม้นว่าคำพูดนั้นจะไม่มีเลศนัยแต่อย่างใด แต่ก็ทำให้ผู้รับฟังถึงกับอึ้งและอึดอัดใจไปชั่วขณะ
สตรีสาวยังคงจ้องมองหน้าบุรุษสารถีอยู่อย่างเดิมเสมือนรอคำตอบจากเขา ทำให้บุรุษสารถีผู้นั้นต้องสูดลมหายใจลึกยาวแล้วจึงตอบ
"เชียมเล้งปั๊ง ปั๊งจู้ (หัวหน้าคณะซ่อนมังกร) มีนามว่า ก้วยเชี้ยงบุ้ง แม้ว่าจะเป็นยอดคนของบู๊ลิ้มคนหนึ่งก็ตาม แต่อย่าเพิ่งเข้าใจว่าไม่มีใครกล้าตอแยหากแต่เขาเหล่านั้น รังเกียจการกระทำอันสารเลวของพวกมันต่างหาก บรรดาไต้เฮี๊ยบ (ยอดฝีมือฝ่ายพิทักษ์ธรรม) ทั้งหลายจึงไม่อยากมั่วสุมพัวพันกับพวกมัน"
สตรีสาวยิ้มอย่างบริสุทธิ์หวายซึ้ง พร้อมกับกล่าวต่อไป
"โฮ้วตั๊วกอ พวกเราไม่ใช่ไต้เฮี๊ยบควรจะลองไปดูซิว่า พวกมันมีพฤติการณ์อย่างไร ?"
จากคำพูดอันอ่อนหวานของสตรีสาวผู้นั้น แสดงว่า นางมีความต้องการที่จะเข้าไปดูพฤติการของพวกเชียมเล้งปั๊งให้ได้
คิ้วอันดกดำของบุรุษสารถีเลิกขึ้น แล้วพูดว่า
"แชโกวเนี้ย ลืมไปแล้วหรือ ? ว่าพวกเรายังมีธุระสำคัญที่จะต้องจัดการอยู่ จะมาเสียเวลายุ่งกับพฤติการอันสารเลวของพวกมันอยู่อย่างไรได้ รีบขึ้นรถเถิด"
สตรีสวรีบก้มหัวลงต่ำ มิได้พูดว่ากระไร พาร่างเข้าไปในเก๋งรถ ส่วนบุรุษสารถีนั้นกระโดดขึ้นไปประจำที่นั่ง แล้วยกแซ่ฟาดไปที่ม้าให้ออกวิ่งไปข้างหน้าโดยเร็ว
เวลานี้ อากาศบนท้องฟ้ามืดครึ้มยิ่งกว่าเดิมทั้งๆที่เป็นเวลาเที่ยงวันก็ตาม แต่ว่าบรรยากาศคล้ายกับเวลาจวนจะมืด เสียงปะทะของเหล็กสกัดกับฆ้อนเบื้องบนฮวงซุ้ยลูกนั้น ค่อยๆห่างและเบาบางลง บุรุษฉกรรจ์สองคนที่ใช้ฆ้อนทุบเหล็กสกัด อันใหญ่ลงไปใจกลางหินก้อนมหึมานั้นก็ได้ลงมาจากฮวงซุ้ยแล้วเดินไปหาบุรุษหนุ่มซึ่งสวมอาภรณ์ชุดสีเขียวอ่อนในมือถือพัดจีบผู้นั้นพร้อมกับพูดว่า
"ก้วยปั๊งจู้ หินก้อนมหึมานั้น พอที่จะใช้รอกดึงฉุดขึ้นมาได้แล้ว"
บุรุษผู้มีความสง่างามผู้นั้นที่แท้ก็คือก้วยเซี่ยงบุ้งเจ้าสำนักเชียมเล้งปั๊ง ที่บุรุษสารถีรถม้าคนนั้นกล่าวถึงนั้นเอง เขาเงยหน้ามองไปยังก้อนหินนั้นพร้อมกับชูพัดในมือขึ้น แล้วออกคำสั่งทันที
"ดึงได้"
พอสิ้นคำสั่งของเขาเท่านั้น บุรุษฉกรรจ์สองคนนั้นก็หันกลับวิ่งไปที่เสากว้านตัวใหญ่ที่ปักอยู่ตรงหน้า แล้วลงมือช่วยกันหมุนกว้านเพื่อที่จะให้เชือกดึงก้อนหินมหึมาลูกนั้นเขยื้อนออกจากตำแหน่งที่เดิมของมัน ในไม่ช้ามันก็ขยับเขยื้อนขึ้นทีละนิด และในขณะเดียวกันนั้นเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายที่ทำงานอยู่บนฮวงซุ้ยลูกนั้น ก็ได้ทยอยลงมายืนมองดูการทำงานของกว้านด้วยใจระทึกอยู่ห่างๆ
ก้วยเชี่ยงบุ้ง ก็ยืนมองดูอยู่เช่นเดียวกันแต่ลักษณะของเขากลับยืนนิ่งเฉย ไม่กระตือรือล้น เสมือนหนึ่งตัวเขามิใช่ผู้บงการก่อโจรกรรมครั้งนี้
แล้วทันใดนั้นเขาก็หันหน้าไปางกลุ่มบุรุษฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งพร้อมกับออกคำสั่งด้วยเสียงต่ำเรียบๆขึ้นอีกครั้ง
"พวกเจ้าเข้าไปหมุนกว้าน"
พวกสิ้นเสียงก็มีเหล่าบุรุษฉกรรจ์ห้าหกคนวิ่งไปที่กว้านลงมือช่วยกันออกแรงหมุน ทำให้กว้านเริ่มหมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม เสียงเชือกที่ตึงจัดเสียดสีกับรอกร้องขึ้นอี๊ดๆ ตามจังหวะการทำงานของกว้านอยู่ตลอดเวลา ในไม่ช้าเศษหินเล็กเศษหินน้อย ซึ่งอยู่รอบๆก้อนหินมหึมาลูกนั้นก็เริ่มล่วงหล่นลงมาจากฮวงซุ้ย
บัดดลก้อนหินมหึมาก็เริ่มขยับเขยื้อนออกจากที่บุรุษฉกรรจ์ทั้งหลายในบริเวณนั้น ต่างก็โห่ร้องด้วยความยินดี ส่วนเหล่าบุรุษฉกรรจ์?ทำหน้าที่หมุนกว้านอยู่ต่างก็เร่งออกกำลังหนักเข้า..หนักเข้า…จนร่างกายของแต่ละคนโชกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
ต่อจากนั้นก้อนหินมหึมาก็เริ่มเคลื่อนจากที่เดิมจากหนึ่งเชี๊ยะ …สอเงเชี๊ยะ…สสามเชี๊ยะ และในที่สุดก็หล่นโครมลงมา เสียงดังสนั่นหวั่นไหวประหนึ่งแผ่นดินกำลังถล่ม
เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้กลับดังกว่าเก่า
เมื่อก้อนหินมหึมาพ้นมาจากฮวงซุ้ยแล้ว จึงพบว่าตรงกลางฮวงซุ้ยนั้นเจาะเป็นปล่องโหว่สี่เหลี่ยมขนาดกว้างยาวข้างละประมาณสี่เชี๊ยะ พอที่บุรุษร่างใหญ่ๆจะลอดเข้าไปได้สบายๆ มองไปภายในปล่องมีแต่ความดำมืดน่ากลัว และที่ปากปล่องนี่เองเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ภายในกลางใจฮวงซุ้ยโบราณลูกนั้นนั่นเอง
หลังจากการโห่ร้องแสดงความยินดีสิ้นสุดลงเหล่าบุรุษฉกรรจ์ทั้งหลายก็หันหน้ามองไปยังก้วยเซี่ยงบุ้งผู้เป็นประมุขของเขา…ขณะเดียวกันก็มีบุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่งเดินเข้าไปพร้อมกับยื่นกระบอกใต้ทองเหลือง ซึ่งทำด้วยฝีมือวิจิตรพิสดารให้กับก้วยเซี่ยงบุ้งผู้เป็นประมุขยื่นมือรับแล้วบุรุษฉกรรจ์ผู้นั้นก็จุดไทฟี่ปลายกระบอกใต้ทันที ก้วยเซี่ยงบุ้งถือกระบอกใต้ทองเหลืองซึ่งมีเปลวไฟลุกโชติช่วงชูขึ้นพร้อมกับเดินไปยังฮวงซุ้ยลูกนั้น พอถึงก็หยุดเฉยอยู่สักครู่จึงก้าวเดินขึ้นไปบนฮวงซุ้ยมุ่งหน้าไปที่ปล่องสี่เหลี่ยม การเดินของก้วยเซี้ยงบุ้งนั้นเดินตัวตรงไต่ขึ้นไปรางกับเดินบนพื้นธรรมดา ทั้งๆที่ฮวงซุ้ยมหึมานั้นมีความสูงประมาณสี่สิบเชี๊ยะทั้งชันและลื่น แต่ถ้าหากพวกบริวารของเขาจะขึ้นหรือลงจะต้องใช้เชือกโยงแล้วค่อยๆไต่ขึ้นไปหรือไต่ลงมาถึงจะได้
ชั่วบัดดลก้วยเชี้ยงบุ้งก็เดินไปถึงปากปล่อง แล้วยื่นกระบอกไฟในมือลงไปส่องดู ทันใดนั้นก็มีกระแสลมพัดออกมาอย่างแรงปะทะเปลวไฟจนม้วนกลับมาทางผู้ถือแทบจะถูกใบหน้า ก้วยเชี้ยงบุ้งหยุดพิจารณษอยู่ชั่วครู่ก็กระโดดตัวลอยหายเข้าไปในปล่องนั้นเพียงชั่วพริบตาเดียว
เหล่าบริวารซึ่งยืนมองดูอยู่รอบๆ ต่างหายใจไม่ทั่วท้อง และต่างก็รอคอยด้วยความระทึกใจ
ในบัดดลท้องฟ้าซึ่งวิปริตอยู่แล้วก่อนหน้านั้น ก็ส่งเสียงร้องคำรามพร้อมกับสายฝนก็เทลงมาอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น…….

อ้างอิง : ฤทธิ์มังกร เล่ม 1 แปลโดย ส. ณ เมืองกรุง สนพ.ไทยพัฒนาการพิมพ์ 2514


หอสะสมตำรา
หอสะสมตำรา (ส. ณ เมืองกรุง)