|
เนื้อเรื่องย่อ
: วีรชนกำหนดทุกยุคทุกสมัย อัจฉริยะทดแทนอาวุโส วงการนักเลงปัจจุบันปั่นป่วนเป็นกลียุค
แทบทุกวี่ทุกวันล้วนเกิดกรณีพิพาท ระหว่างคนต่อคน สำนักต่อสำนัก กลียุคอันว้าวุ่น
เป็นเหตุให้วีรบุรุษผู้กล้าถือกำเนิดขึ้น ลิ้วเฮาะเม้ง (กระเรียนกู่ก้องแซ่ลิ้ว)
เป็นอัจฉริยะที่เลอเลิศ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อายุขัยของมัน หยั่งทราบร่องรอยของมัน
มีบ้างบางคนถึงกับ ไม่ทราบว่ามันมีรูปลักษณะอย่างไร ลิ้วเฮาะเม้งยังมีตัวเบาเลิศล้ำที่สุด
ฝีมือลักขโมยแนบเนียนที่สุด ความสามารถสืบเสาะยอดเยี่ยมที่สุด หลักวิชาพลิกแพลงที่สุด!
บทที่ ๑
กระเรียนสะท้านสี่ทิศ
ท่ามกลางความผันผวนของเหตุการณ์ การค้าที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุด
คือกิจการคุ้มกันภัย รับส่งสินค้า คุ้มกันผู้คนจากสถานที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง
และสำนักคุ้มกันภัยที่กระเดื่องเลื่องชื่อที่สุดคือฮวงฮุ้นเปียเก๊ก (สำนักคุ้มกันภัยสลาตัน)
เนื่องเพราะสำนักคุ้มกันภัยสลาตัน มิเพียงเลือกเฟ้น กลั่นกรองผู้คุ้มภัยอย่างพิถีพิถัน
หัวหน้าสำนักฮวงฮุ้นชิ่ว (หัตถ์สลาตัน) เล้งเซ่า ยังมีฝีมือลือลั่นสยบขวัญหมู่มิจฉาชีพจนระย่นย่อ
มิว่าธงสลาตันพัดพลิ้วถึงที่ใด นำขบวนสินค้าผ่านดินแดนไหน โจรเล็กโจรน้อยล้วนไม่กล้าเละเล็มช่วงชิง
ปล่อยให้ผ่านทางไป
วันนี้ เมฆดำบดบังอาทิตย์ แผ่นดินแผ่นฟ้าคล้ายถูกเคลือบคลุมด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้งตึงเครียด
ม้าพ่วงพีสิบสองตัว ห้อมล้อมรถม้าสองคันควบเหยาะย่างตามทางหลวง ที่ตัดผ่านท้องทุ่งกว้าง
ผู้คนบนหลังม้าตัวแรก ยึดถือคันธงประดับธงสามเหลี่ยมสีเหลือง บนผืนธงปักอักษรแดงฉานสะดุดตาว่า
"ฮวงฮุ้ยเปียเก๊ก (สำนักคุ้มกันภัยสลาตัน)"
ผู้คนบนหลังม้าอีกเจ็ดคน แม้มีรูปร่างลักษณะอายุขัยผิดแผกแตกต่าง แต่มีข้อสอดคล้องประการหนึ่งคือสีหน้าที่เคร่งขรึมจริงจัง
ท่วงท่าตระเตรียมพรักพร้อมสามารถรับเหตุแปรเปลี่ยนทุกขณะจิต
สำนักคุ้มกันภัยสลาตัน จะอย่างไรไม่เสียทีที่เป็นสำนักคุ้มกันภัยสลาตัน สภาพการคุ้มกันภัยนี้
เพียงพอต่อการข่มขู่ขวัญบุคคลที่คิดเละเล็มปล้นชิงจริงๆ
ทันใด บนทางหลวงรายเรียบเบื้องหน้า ปรากฏวัตถุสิ่งหนึ่งทอดขวางหนึ่ง
เหล่าผู้คุ้มกันภัยปราศจากท่าทีตื่นเต้น ชลอฝีเท้าหยุดม้า เพ่งตาสำรวจมอง
เห็นวัตถุขวางทางกลับเป็นผู้คน
คนผู้นั้นทอดกายบนพื้นดินมอมแมม และระอุกรุ่นคล้ายนอนเหยียดยาวบนเตียงหนานุ่ม
กลับหลับไหลอย่างสนิท
ผู้คุ้มกันภัยคนหนึ่ง พลันกระตุ้นม้าล้ำหน้า ขณะห่างจากคนผู้นั้นวาเศษ แส้ม้าตวัดวูบ
หวดฝ่าอากาศดังฉาดใหญ่ ปากตวาดว่า
"ลุกขึ้น"
เสียงตวาดเปล่งจากจุดศูนย์ ต่อให้กำลังนิทรารมณ์อย่างเป็นสุข ก็ต้องถูกก่อกวนให้ตื่นขึ้น
มิคาดคนผู้นั้น กระทั่งขยับเคลื่อนไหวก็ไม่เคลื่อนไหว คล้ายกับตายไปแล้ว
ผู้คุ้มกันภัยนั้นขมวดคิ้วตวาดว่า
"สหายตายแล้วหรือ ?"
ขาดคำ แส้ม้าพุ่งควับคล้ายแม่เบี้ยอสรพิษ หวดกระหน่ำใส่กลางหลังคนบนพื้น
พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า
"ผู้ตายเป็นพวกท่าน!"
พร้อมกับเสียงดัง คนที่นอนทอดกายบนพื้นพลิกกายคราหนึ่ง บนร่างปรากฏประกายสีขาวจุดหนึ่งวาบออกดุจสายฟ้า
แส้ม้าคุ้มกันภัยหวดถึงกลางคัน พลันชะงักงันค้าง ในเสียงแผดร้องโหยหวน ร่างผงะหงายพลัดตกลงจากหลังม้า
หว่างคิ้วผู้คุ้มกันภัยนั้น ปักตรึงด้วยอาวุธลับรูปดาวห้าแฉกดอกหนึ่ง โลหิตฉีดพุ่งออกมาดุจน้ำพุ
แต่คนขาดใจตายแล้ว !
เหล่าผู้คุ้มกันภัย มิทันจำแนกว่าเป็นเรื่องราวใด คนบนพื้นพลันเกลือกกลิ้งตามพื้นดิน
เคลื่อนวาบเข้าหาขบวนม้าดุจลูกหนังใบมหึมา
พร้อมกับอากัปกิริยาเกลือกกลิ้ง ตามเส้นผม คอเสื้อ เล็บ นิ้ว ส้นรองเท้าประกฎประกายเล็กละเอียดถี่ยิบซัดออกมา
ตำแหน่งที่ปรากฏอาวุธลับซัดออก สุดที่จะคาดคิดมาก่อน เป้าที่จู่โจมทำร้าย
ยิ่งสุดที่จะระวังป้องกัน
เสียงแผดร้องโอดโอยดังระงม คล้ายดังขึ้นในวินาทีเดียว เหล่าผู้คุ้มกันภัยที่ปรกติผ่านการต่อสู้อย่างโชกโชน
ล้วนพลัดตกลงจากหลังม้า ทอดร่างกลายเป็นซากศพคราเดียวสิบเอ็ดคน !
พวกมันตกตายทั้งที่ยังไม่ทราบว่า ผู้ปลิดชีวิตตนมีรูปโฉมอย่างไรกันแน่ !
คนบนพื้นกระโดดปราดขึ้น พอดียืนหยัดอยู่หน้ารถม้าคันแรก
สารถีประจำรถกลับมีฝีมือมิชั่ว ตวัดดาบหัวตัดฟาดฟันลงจากที่นั่งสารถี ประกายดาบแปลบปลาบคราเดียวก็บรรลุถึงศีรษะคนผู้นั้น
คนผู้นั้นหมุนคว้างคราหนึ่ง มิทราบปรากฏอาวุธลับซัดจากที่ใด สารถีประจำรถพลันสะท้านทั้งร่าง
สองมือตะกุยตะกายอากาศธาตุ ดาบหัวตัดในมือขวาจึงฟันใส่ศีรษะตนเอง
ยามนั้นจึงเห็นชัดตาว่า คนผู้นั้นตาเล็กหยีร่างผอมซูบสวมอาภรณ์หลวมกว้าง
เนื่องเพราะคลุกคลีกับดินโคลน จำแนกไม่ออกว่าสีสรรใด
บุคคลนี้ดูเผินๆ มิมีใดสะดุดตา แต่บุคคลที่ไม่สะดุดตา ยิ่งน่าประหวั่นพรั่นพรึง
คนผอมซูบสะบัดฝ่ามือฟาดฉาด ในเสียงดังโครมประตูรถม้าถูกกระแทกทลาย เห็นภ่ยในรถนั่งไว้ด้วยชายชราสองคนหันหน้าเข้าหากัน
ชายชราทางซ้ายใบหน้าซูบซีด แต่ประกายตาคมวาว ตลอดทั้งร่างไม่มีกล้ามเนื้อเหลือเฟือแม้แต่น้อยนิด
ชายชราทางขวาสวมใส่ชุดขุนนาง ใบหน้าแดงอิ่มเอิบ แต่ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวแล้ว
คนผอมซูบเพ่งตามองชายชราตาคมวาว กล่าวว่า
"คิดไม่ถึงหัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยสลาตัน ถึงกับคุ้มครองคนมาด้วยตนเอง"
กระแสเสียงมันคล้ายโลหะเสียดสีกัน ระคายหูยิ่ง
ชายชราตาคมวาวคือหัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยสลาตันเล้งเซ่า ยามนั้นกล่าวเสียงทุ้มหนัก
"มืออาวุธลับเลื่องชื่อของแผ่นดิน ฮวยโหวมั่วที (พิรุณเต็มท้องฟ้า)
กลับล่วงหน้ามาดักรอ ยิ่งคาดคิดไม่ถึงมาก่อน"
คนผอมซูบฉายาพิรุณเต็มท้องฟ้ากวาดกราดสายตามายังขุนนางชรา กล่าวว่า
ท่านคงเป็นตีฮู้ (นายอำเภอ) ประจำเมืองโซวจิวที่ครบเกษียณอายุกระมัง?"
ขุนนาวชรากล่าวเสียงสั่นระรัว
"ยากนักที่ท่านผู้กล้ารู้จักเรา"
"ฟังว่าระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่ง ได้ขูดรีดเลือดเนื้ออาณาประชาราษฎร์
สะสมทรัพย์สินเงินทองมากมายสุดคณานับ คราครั้งนี้ว่าจ้างสำนักคุ้มกันภัยสลาตัน
คุ้มครองคนกลับมาตุภูมิ พร้อมกับลำเลียงเพชรเม็ดน้ำงามที่สุด มรกตละเอียดอ่อนที่สุด
ไข่มุกนวลใยที่สุดมาด้วย มิทราบมีเรื่องเช่นนั้นหรือไม่?"
"มิมี
.เรื่องเช่นนั้น"
พิรุณเต็มท้องฟ้ากล่าวเสียงเย็นชา
"มีเรื่องเช่นนั้นหรือไม่ เราสามารถสืบเสาะยืนยันเอง มิต้องให้ท่านตอบคำ"
ขาดคำตวัดสองมือ ในแขนเสื้อปรากฏประกายอาวุธเจ็ดแปดจุดพุ่งวาบออก
ขุนนางชราแผดร้องได้คำเดียว ก็ล้มฟุบลงกับพื้นรถ ตลอดทั้งร่างกลับกลายเป็นเม่นแข็งทื่อตัวหนึ่ง
พิรุณเต็มท้องฟ้า กระทั่งเหลือบแลยังไม่ชำเลืองแลซากศพขุนนางครบเกษียณ เพ่งตาจ้องมองหัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยสลาตัน
กล่าวว่า
"เหตุการณ์ดำเนินถึงขั้นนี้ ท่านมีวาจาใดจะกล่าว?"
หัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยสลาตันกล่าวอย่างแช่มช้า
"เรามีเพียงวาจาประโยคหนึ่งคิดใคร่กล่าว"
"เรากำลังรับฟัง"
"ท่านเคยได้ยินฉายาฮ้วงปุกเซ่งฮ้วง (สุดระวังป้องกัน) หรือไม่?"
สุดระวังป้องกันเป็นฉายาบุคคลลี้ลับชั่วร้ายผู้หนึ่ง มิมีผู้ใดทราบว่ามันคือใคร
เป็นบุรุษหรือสตรี มันหากคิดจู่โจมทำร้ายผู้ใด ยิ่งยากระวังป้องกัน !
พิรุณเต็มท้องฟ้างุนงงวูบ โพล่งว่า
"ท่านเอ่ยถึงมันใยกัน?"
หัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยสลาตันเน้นเสียงว่า
"เนื่องเพราะเราคือสุดระวังป้องกัน !"
มิทันขาดคำ สองมือตวัดวูบ พุ่งเข็มเงินกำหนึ่งออก
วีรุบุรุษผู้กล้าในวงนักเลง ปวดเศียรเวียนเกล้าต่อเข็มเงินชนิดนี้ที่สุด
เนื่องเพราะตัวเข็มทั้งเล็กละเอียดทั้งถี่ยิบ ครอบคลุมรัศมีกว้างขวาง ขอเพียงถูกซัดใส่เล่มหนึ่ง
จะโคจรตามระบบหมุนเวียนของโลหิตจู่โจมถึงหัวใจเสียชีวิต
สุดระวังป้องกันไม่ลงมือก็แล้วกันไป คราใดที่ลงมือ ล้วนเคลื่อนไหวอย่างกระทันหัน
!
ที่ยิ่งยากระวังป้องกันคือ เข็มเงินทุกเล่มพอพุ่งถึงกลางคัน พลันแตกระเบิดเป็นสองส่วน
กลับกลายเป็นหนึ่งทองหนึ่งเงินสาดกระจายใส่พิรุณเต็มท้องฟ้าดุจห่าฝน !
พิรุณเต็มท้องฟ้าคล้ายถูกผึ้งรุมต่อยใส่ ดีดกระดอนขึ้นสูงสามวา ค่อยร่วงฟาดลงกับพื้น
พริบตาที่ร่วงฟาดลง เข็มทุกเล่มล้วนจมหายไปในเลือดเนื้อคร่าวิญญาณมันหลุดลอยจากร่างแล้ว
มันอาศัยอาวุธลับ เสริมสร้างชื่อเสียงเลื่องลือ ไหนเลยเคยคาดคิดว่า ตนเองต้องตกตายภายใต้อาวุธลับ
มันยิ่งไม่คิดถึงว่า เบื้องหลังของหัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยสลาตันที่เลื่องชื่อที่สุด
กลับเป็นบุคคลปริศนาอันชั่วร้ายของวงนักเลง
.สุดระวังป้องกัน
เพราะเหตุนี้มันจึงตกตาย !
สุดระวังป้องกัน กระทั่งสีหน้ายังไม่เปลี่ยนแปลง สอดมือเข้าไปในอกเสื้อขุนนางชรา
ค้นได้ประแจทองคำเล็กๆดอกหนึ่ง ก้าวลงจากรถสาวเท้ามายังรถม้าคันที่สอง
สารถีประจำรถคันที่สอง มิทราบเตลิดหลบหนีไปที่ใดแล้ว
รถม้าคันที่สองเล็กกระทัดรัด ประตูรถปิดสนิท ทั้งยังล่ามกุญแจแข็งแกร่ง เนื่องเพราะภายในรถไม่ได้บรรทุกผู้คน
หากแต่บรรทุกหีบเหล็กใบหนึ่ง
หีบเหล็กที่บรรจุเพชรน้ำงาม มรกตไร้ตำหนิ ไข่มุกประกายนวลใย ทับทิมเรื่องรอง
ประเมินค่ามิได้จำนวนหนึ่ง !
หากคิดไขเปิดกุญแจประตูรถ มีแต่ได้ประแจเปิดไขจากนายอำเภอเมืองโซวจิว
เนื่องเพราะผนังรถทั้งสี่ด้านหล่อหลอมจากแผ่นเหล็ก มิมีทางทะลวงทลาย
สุดระวังป้องกันเพิ่งหยุดยั้งลงที่เบื้องหน้าประตูรถคันที่สอง พลันปรากฏสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น
"รับคุ้มกันทรัพย์สิน เพื่อมุ่งหวังอัญมณีผู้ว่าจ้าง นับเป็นลูกคิดรางแก้วอันเลิศล้ำจริงๆ"
สุดระวังป้องกันใจสะท้านหวั่นไหว หันควับกวาดตามองเห็นคนผู้หนึ่งก้าวเนิบนาบมา
ฝีเท้ามันละลิ่วแผ่วพลิ้ว แต่ละก้าวทิ้งรอยจางๆไว้บนพื้น ระดับความตื้นลึกของแต่ละรอย
เป็นเฉกเช่นกันไม่ผิดเพี้ยน !
แสดงแน่ชัด มันเร่งเร้ากำลังภายในขึ้นสองแขนผสานกับสองเท้า ประสาทความรู้สึกหล่อหลอมรวมกับสมาธิจิตใจ
คนผู้นี้รูปกายสูงโปร่ง สวมใส่ชุดดำรับรูปหว่างเอวสะพายกระบี่เงินยวง ตัดกับสีสรรอาภรณ์จนสะดุดตา
ร่างมันกลับคล้ายกระบี่หลุดจากฝัก พร้อมกับฝีเท้าก้าวเดิน ได้พ่วงพุ่งรังสีการฆ่าฟันออก
มือกระบี่ในใต้หล้าแม้มีมากหลาย แต่มีเพียงบุคคลเดียว ที่ฝึกปรือถึงขั้นผนึกเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกับกระบี่
สุดระวังป้องกันร้องโพล่งอย่างลืมตัว
"เซียมเตี๋ยมซิ้งเกี่ยม (เทพกระบี่วิชชุ) แป๊ะเกีย ฮั้ง ?"
มือกระบี่ชุดดำกล่าวสั้นว่า
"มิกล้า"
สุดระวังป้องกันประสานมือกล่าวว่า
"ยินดีที่ได้พบ"
มือเพิ่งประสาน พลันแยกจากกัน ซัดเข็มเงินออกอีกกลุ่มหนึ่ง
มันใช้กลยุทธที่ปลิดชีวิตพิรุณเต็มท้องฟ้าอีกครา !
มิว่าผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่า มันกลับลงมือประทุษร้ายทั้งที่ประสานมือคารวะ กล่าวคำเยินยอ
สุดระวังป้องกันอันร้ายกาจ !
คราครั้งนี้สุดระวังป้องกันพอซัดเข็มเงินออก ในมือเพิ่มดาบหัวตัดเล่มหนึ่ง
ทั้งดาบทั้งคนโถมทะลวงใส่
น่าเสียดายที่คู่มือของมันครานี้ คือเทพกระบี่วิชชุ
เทพกระบี่วิชชุหระกบสองมือเข้าหากัน เข็มสีเงินสีทองถูกประกบอยู่ในสองมือ
มิเพียงไม่มีเข็มใดซัดต้องมัน ทั้งมิมีเข็มร่วงหล่นลงสู่พื้นแม้สักเล่มเดียว
ยามนั้น ดาบหัวตัดของสุดระวังป้องกันเสือกแทงมาถึงแล้ว
เทพกระบี่วิชชุหงายร่างเล็กน้อย คนดาบก็พุ่งเฉียดผ่านใบหน้าไป
แต่ฉายาสุดระวังป้องกัน ไหนเลยได้มาอย่างโคมลอย
เพลงดาบเพิ่งจู่โจมผิดพลาด ปลาบดาบพลันพวยพุ่งหมอกควันสีแดงออกมากลุ่มหนึ่ง
นี่ย่อมเป็นควันพิษ !
หมอกควันสีแดงพอแผ่กระจาย ประกายกระบี่พลันแปลบปลาบคราหนึ่ง
ต่อให้เป็นมือกระบี่ที่ช่ำชองชำนาญปานใด ขณะหงายร่างหลบเลี่ยงกระบวนท่า มิมีทางชักกระบี่ออกตีโต้เด็ดขาด
แต่กระบี่เงินของเทพกระบี่วิชชุ กลับหลุดจากฝักในเวลาและภาวะการณ์เช่นนี้
!
สุดระวังป้องกันรู้สึกเจ็บแปลบที่ลำคอ จากนั้นปราศจากความรู้สึกใดอีก
คนตายย่อมปราศจากความรู้สึก !
ปลายกระบี่เงินของเทพกระบี่วิชชุ ประดับด้วยคราบโลหิตจุดหนึ่ง ลำคอสุดระวังป้องกัน
กลับปรากฏโลหิตฉีดพุ่งดุจน้ำพุ
กระบี่ที่รวดเร็วเหลือร้าย !
ฉายาเทพกระบี่วิชชุ สมดั่งฝีมือของมันจริงๆ
เทพกระบี่วิชชุพลิ้วถึงหน้ารถม้าคันที่สอง ตวัดมือวูบ ประกายกระบี่แปลบปลาบอีกครา
กุญแจอันแข็งแกร่ง ถึงกับถูกพลังกระบี่ฟันขาดเป็นสองส่วน
ในความคาดคิดของเทพกระบี่วิชชุ ประตูรถม้าพอเปิดออก หีบบรรจุอัญมณีจะตกเป็นของมัน
ประตูรถ ซึ่งหล่อหลอมจากเหล็กไหลถูกเปิดออก
ภายในรถวางไว้ด้วยหีบเหล็กใบหนึ่งจริงๆ
นอกจากหีบเหล็ก ยังมีผู้คนอีกผู้หนึ่ง !
เป็นบุรุษหนุ่มอายุยี่สิบสองยี่สิบสาม ดวงตาสุกใสเป็นประกาย เปี่ยมแววกระปรี้กระเปร่า
มุมปากปรากฏด้วยรอยยิ้มอันปลอดโปร่งเยือกเย็นผู้หนึ่ง
อ้างอิง : ลิ้วเฮาะเม้ง เล่ม 1 แปลโดย น. นพรัตน์ สนพ. บันดาลสาส์น 2515 |