ต๊กโกวอั้ง
ข้อมูลส่วนตัว : ต๊กโกวอั้ง มีชื่อจริงว่าลี้เป้งคุน เป็นชาวเมืองฮ่อหนำ สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยซือต้า แผนกอักษรศาสตร์ด้านวรรณกรรมจีน กล่าวไปประจวบเหมาะนัก เขาเป็นนักศึกษาต่างรุ่นกับซีเบ๊จี่อิง (ผู้แต่งกระบี่เหนือกระบี่) ทั้งยังคบหาอย่างสนิทสนมเป็นพิเศษ
ในระหว่างการศึกษา ทุกประการถือความมัธยัสถ์ ตีกโกวอั้ง ซีเบ๊จี่อิง กับนักวาดการ์ตูนเลื่องชื่ออีกท่านหนึ่งชื่อตั้งเก็ง ต่างเช่าบ้านอาศัยอยู่ด้วยกัน ระหว่างที่อยู่ร่วมกัน พวกเขาตั้งวงเหล้าท่องกลอน ตั้งเก็งคอยวาดภาพประกอบ กลับมีบรรยากาศอันสุนทรีย์นัก
หลังจบการศึกษา ต๊กโกวอั้งสมัครเป็นนักข่าวในสถานีวิทยุของไต้หวัน
ผู้ที่ชักนำเขาเข้าสู่โลกยุทธจักรนิยาย กลับเป็นครูบาอาจารย์ของเขาเอง
อาจารย์ท่านนี้ให้ความสนใจแก่ลูกศิษย์ผู้นี้เป็นพิเศษ
ภายหลังอาจารย์ท่านนี้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ต้าเหม่ย ซึ่งเป็นหนึ่งในหกสำนักพิมพ์ใหญ่
ที่จัดพิมพ์นิยายกำลังภายในของไต้หวันยุคนั้น ต๊กโกวอั้งเป็นนักอ่านนิยายกำลังภายในตั้งแต่เล็ก
เมื่ออาจารย์ตั้งสำนักพิมพ์เช่นนี้ ทางหนึ่งแวะเวียนไปถามไถ่ทุกข์สุข ทางหนึ่งฉวยโอกาสพลิกดูหนังสือ
ผู้รู้ใจศิษย์ ไม่มีใครเกินอาจารย์ ครูบาอาจารย์ย่อมเข้าใจในตัวศิษย์เป็นพิเศษ
อย่าว่าแต่ยังเป็นนักศึกษาคนโปรด ดังนั้นอาจารย์จางท่านนี้ กระตุ้นให้ศิษย์คนโปรดผู้นี้ทดลองเขียนนิยายกำลังภายในดู
ต๊กโกวอั้งเองก็มีความกระตือรือร้นใคร่ทดลอง จึงเขียนผลงานเรื่องแรก
เมื่อปี พ.ศ.2507 คือ จี่หงเทย โดยมอบให้อาจารย์จางจัดพิมพ์จำหน่าย
เนื่องเพราะต๊กโกวอั้งยกย่องบูชานักเขียนนิยายกำลังภายในเก่า นามนึ้งอั้งอ้วงเป็นพิเศษ
ดังนั้นใช้แซ่สองตัว และนำคำ อั้ง (แดง) ของผู้เฒ่านึ้งมาตั้งเป็นนามปากกา ปรากฏว่าเรื่องจี่หงเทย
จำหน่ายขายดี ต้องเขียนต่อด้วยเรื่องต่วนตึ้งอั้ง (เทพเจ้าโลกันตร์) ตามมา
นอกจากนี้ ต๊กโกวอั้งยังมีผลงานเรื่องดีเด่นอีกมากเรื่อง
อาทิเรื่อง เพ็กฮ้วยกังฮุ้น (บุปผาพญายม) เทียนเต็ง (จอมใจอัศวิน) ซึ่งเขียนให้กับนิตยสารบู๊เฮียบชุนชิว
เรื่องตอซิ้ง (มือมีดพระกาฬ) ซึ่งเขียนให้กับนิตยสารโลกยุทธจักร และเรื่องฮ้วย
ติซิ้งตอ (จอมดาบผ่าฟ้า) เป็นต้น
ผลงานส่วนใหญ่ของต๊กโกวอั้งมักเขียนอิงประวัติศาสตร์ โดยนำฉากเหตุการณ์ในยุคสมัยปลายราชวงศ์เหม็งต้นราชวงศ์แมนจู
มาผูกเป็นเค้าโครงเรื่อง แต่นิยายกำลังภายในล้วนๆของเขา ก็เขียนได้น่าอ่านยิ่ง
ต๊กโกวอั้งเล่าเรียนวรรณกรรมจีนเป็นวิชาเอก แต่ก็ชอบละครเวทีเป็นพิเศษ ระหว่างที่อยู่ในวัยศึกษา
ทางมหาวิทยาลัยจัดละครเวทีครั้งใดเป็นต้องมีส่วนร่วมด้วย ผลแห่งความกระตือรือร้นที่ทุ่มเทให้กับงานละคร
สามารถพิชิตจิตใจนักศึกษาหญิงที่ร่วมเล่นละครด้วย จากเพื่อนนักศึกษา เป็นเพื่อนที่มีรสนิยมตรงกัน ในที่สุดกลับกลายเป็นคู่ชีวิตกัน
เนื่องด้วยเขารักชอบละครเวที ดังนั้นนำวิธีการตัดต่อเดินเรื่องของละครมา ใช้กับนิยายกำลังภายใน ทำให้นิยายกำลังภายในของเขามีชีวิตชีวากว่าเดิม อาทิเช่นเรื่องบุปผาโลหิต
นอกจากนั้น ต๊กโกวอั้งยังรับหน้าที่เขียนบทโทรทัศน์แนวต่างๆให้สถานีโทรทัศน์ ของไต้หวัน ประกอบด้วยชุดสยองขวัญเที่ยงคืน เรื่องรักกันต่อฮื่อชู่ (ที่รักอยู่หนใด) ยุทธจักรนิยายเรื่องเง็กมิ่นตังซิม (หน้าหยกใจภักดิ์) และไต้ตี่ปวยเล้ง (มังกรทะยานพสุธา) เป็นต้น
ในสายตาของผู้คนทั่วไป นักเขียนนิยายกำลังภายในชั้นเยี่ยมของไต้หวัน ล้วนจับจ่ายเงินทองอย่างมือเติบ ทุ่มพันตำลึงทองแลกยิ้มเดียว มีชีวิตเต็มไปด้วยสีสันยวนใจ ซึ่งความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
ชีวิตของต๊กโกวอั้งกลับตรงกันข้าม แน่นอน นี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเขียนของเขา เขาเข้า ทำเนียบบู๊ลิ้ม เมื่อปี พ.ศ.2507 ตอนนั้นปีทองของนิยายกำลังภายในผ่านไปแล้ว เขาติดตามช่วงชีวิตอันเฉิดฉายไม่ทัน บวกกับนิสัยใจคอของเขาไม่พิถีพิถันการกิน ไม่พิถีพิถันการสวมใส่ ทั้งเล่นไพ่ไม่เป็น และเต้นรำไม่เป็น กลางวันเขียนต้นฉบับ กลางคืนเข้านอนแต่หัวค่ำ น้อยครั้งจะไปมาหาสู่กับเพื่อนฝูง อาจบางทีเพราะเหตุนี้ เขาจึงตั้งนามปากกาว่า ต๊กโกว (เดียวดาย)
ต๊กโกวอั้งเขียนต้นฉบับไม่มีข้อห้ามอันใด ไม่กลัวเด็กเล็กร่ำร้อง ไม่กลัวสียงดนตรีก้องหู เพียงมีข้อห้ามประการหนึ่ง.....ไม่อาจเปลี่ยนสถานที่ เขาคุ้นกับการนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวเล็กๆ ที่กองสุมไว้ด้วยสิ่งพิมพ์ต่างๆดั่งภูเขา จึงสามารถผลิตต้นฉบับออกมา
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เถ้าแก่สำนักพิมพ์หนึ่งไปเร่งต้นฉบับจากต๊กโกวอั้งในช่วงฤดูร้อน เห็นเขานั่งอาบเหงื่อต่างน้ำปั่นต้นฉบับ ไม่อาจหักใจทนดูได้ ดังนั้นฉุดลากเขาออกไป เช่าห้องชุดปรับอากาศที่โรงแรมกวนกวงห้องหนึ่ง สุขสบายกว่าที่บ้านมากนัก แต่พักอยู่สามวัน เขียนต้นฉบับไม่ได้แม้สักแผ่นเดียว ต๊กโกวอั้งต้องทอดถอนรำพันว่า ผมคงไม่มีบุญวาสนาเพียงนั้น
ยุทธจักรนิยายของไต้หวัน นับแต่นึ้งอั้งอ้วงทำการบุกเบิกเส้นทางสายนี้เป็นต้นมา มีผู้คนร่วมสามร้อยคนที่เดินสู่เส้นทางสายนี้ ต๊กโกวอั้งเข้ามาสายกว่านักเขียนอื่นอยู่บ้าง แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิ ทอดตาทั่วบู๊ลิ้ม หลังจากต๊กโกวอั้งแล้ว แทบไม่มีนักเขียนใหม่ที่สร้างชื่อเสียงกระเดื่องดังอีก
แต่ต๊กโกวอั้งเคยยืดอกบอกว่า ในแวดวงนิยายกำลังภายใน นอกจากพี่จูกัวะแชฮุ้นแล้ว ผมสมควรนั่งเก้าอี้ตัวที่สอง เก้าอี้ตัวที่สองที่เขาช่วงชิงคือ น้ำหนักตัว จูกัวะแชฮุ้น มีน้ำหนักเกินหนึ่งร้อยกิโลกรัม ต๊กโกวอั้งนับว่าด้อยกว่าจูกัวะแชฮุ้นขั้นหนึ่ง ยังอยู่ใน ระดับหนึ่งร้อยกิโลกรัม
บนเส้นทางชีวิต ต๊กโกวอั้งไม่พิสมัยฐานะความร่ำรวยของผู้อื่น
และไม่อิจฉาเลื่อมใสชื่อเสียงของผู้อื่น เพียงหวังมีลูกสาวน่ารักสักคน เนื่องเพราะเขามีแต่ลุกชายสองคน
หากชีวิตนี้ไม่มีหวัง ได้แต่รออุ้มหลานชายแล้ว
นอกจากเขียนนิยายกำลังภายในแล้ว
ต๊กโกวอั้งนับเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ทีวี.มือหนึ่งของไต้หวัน บางครั้งยังเขียนบทภาพยนตร์จอเงิน แต่เขากล่าวย้ำว่า นอกจากเขาเปลี่ยนอาชีพ ไม่จับปากกาเขียนต้นฉบับอีก
ไม่เช่นนั้นไม่ว่าประสบความก้าวหน้าทางภาพยนตร์จอเงินหรือจอแก้วเพียงไหน จะไม่เลิกล้มการเขียนนิยายกำลังภายใน
หนึ่งเดียวที่เป็นความภูมิใจของเขาคือ นิยายที่เขาเขียนขึ้น สามารถให้ลูกหลานตัวเองดู เนื่องเพราะนิยายของเขาไม่โอ้อวดจนเกินไป
เขาเขียนเรื่องราวของบุรุษสตรี และเขียนเรื่องราวความรัก แต่ไม่ลามกอนาจาร ดังนั้นเขาบอกว่า นิยายที่เขาเขียนขึ้น สามารถให้ลูกหลานดูได้ ลูกหลานหากมีที่ไม่เข้าใจไต่ถาม เขาจะอธิบายต่อลูกหลานโดยไม่หน้าแดง
ในฐานะนักเขียนนิยายกำลังภายใน บรรยายบุญคุณความแค้นในยุทธจักร สามารถวางเป้าหมายการเขียนเช่นนี้ นับเป็นบุญกุศลอย่างใหญ่หลวงนัก
ผลงานที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย
|
อันดับ |
เรื่อง |
ผู้แปล |
หมายเหตุ |
|
1 |
โคมสวรรค์ |
น.นพรัตน์ |
เรื่องเดียวกับ จอมใจอัศวิน |
2 |
จอมใจอัศวิน |
น.นพรัตน์ |
เรื่องเดียวกับ โคมสวรรค์ |
3 |
จอมดาบผ่าฟ้า |
น.นพรัตน์ |
. |
4 |
บุปผาโลหิต |
น.นพรัตน์ |
. |
5 |
มือมีดพระกาฬ | น. นพรัตน์ |
. |
|
6 |
บุปผาพญายม |
ว. ณ เมืองลุง |
. |